บล.ฟินันเซีย ไซรัส:
SIAM CEMENT (SCC TB)
หยุดเดินเครื่อง LSP ให้ MOC ขับเคลื่อนหลัก
- หยุดเดินโรงงาน LSP ที่เวียดนามชั่วคราวจากข้อจำกัดของวัตถุดิบ โรงงาน LSP มีต้นทุนคงที่ที่สูงราว 1.0 พันล้านบาทต่อเดือน
- การผลิตที่ MOC มีมาร์จิ้นที่สูงกว่า เพราะผลิตผลิตภัณฑ์ HVA ได้มากกว่า
- เชื่อว่า downside จำกัดจาก spreads ของผลิตภัณฑ์ที่ยังสูงมาก หากราคาหุ้นปรับลงมากกว่า 13% เป็นโอกาสในการซื้อลงทุน
SCC แจ้งหยุดเดินโรงงาน LSP ที่เวียดนามชั่วคราว
SCC แจ้งหยุดเดินโรงงาน LSP ที่เวียดนามชั่วคราว โดยจะทำการผลิตจนถึงกลางเดือน พ.ค. และใช้เวลาหลังจากนั้นในการซ่อมบำรุงเครื่องจักรและเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่จะ COD ปลายปี 2027 (กำหนดการเดิม) จากข้อจำกัดในการจัดหาวัตถุดิบ เนื่องจาก 70% ของวัตถุดิบที่ใช้ทั้งหมดต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และ 70% ของวัตถุดิบดังกล่าวต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ การจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่นทำให้มีต้นทุนที่สูงขึ้นจากค่าขนส่งและระยะเวลาที่นานขึ้น
LSP มีโครงสร้างต้นทุนคงที่ที่สูง
LSP มีกำลังการผลิตโอเลฟินส์ 1.35 ล้านตันต่อปี (คิดเป็น 28% ของกำลังการผลิตโอเลฟินส์ทั้งหมดของกลุ่ม) และโพลีเมอร์ปลายน้ำ (HDPE, LLDPE, PP) 1.40 ล้านตันต่อปี (33% ของกำลังการผลิตทั้งกลุ่ม) ทั้งนี้ โรงงาน LSP มีต้นทุนค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 1 พันล้านบาทต่อเดือน (เป็นค่าเสื่อม 400-500 ล้านบาท ดอกเบี้ยจ่าย 300 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายอื่นที่เป็นเงินสดอีกราว 250 ล้านบาท) ไม่ว่าจะเดินเครื่องหรือไม่ ต้นทุนและค่าใช้จ่ายนี้ยังคงอยู่
ปรับการผลิตจากโรงงาน LSP สู่โรงงาน MOC
ผลิตภัณฑ์ที่ได้จาก LSP ส่วนใหญ่เป็น Commodity grade การเดินเครื่องผลิตต่อไปอาจไม่คุ้มค่า เมื่อเทียบกับต้นทุนน้ำมันและก๊าซที่สูง เพราะสินค้า Commodity grade ไม่สามารถขยับขึ้นราคาขายได้ดีเท่าสินค้าประเภท High value added products (HVA) แม้สงครามยุติ ราคาน้ำมัน/แนฟทาจะยังไม่ปรับลงมาเท่าก่อนสงคราม เพราะโรงกลั่นและ infrastructure ที่เสียหายไปจำนวนมาก การเลือกหยุดดำเนินการใน LSP เหลือ รง.มาบตาพุดโอเลฟินส์ (MOC) แห่งเดียว อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
ผลกระทบจำกัดจากส่วนต่างผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ยังสูงมาก
วัตถุดิบปัจจุบันเพียงพอถึงประมาณ ก.ค. โดย MOC สามารถใช้กำลังการผลิตได้ไม่ต่ำกว่า 80% แม้กำลังการผลิตของ MOC (2.05 ล้านตัน/ปี) จะน้อยกว่า LSP (2.75 ล้านตัน/ปี) แต่ผลิต HVA ได้มากกว่า ผลิตภัณฑ์ HVA มี spread มากกว่า Commodity grade ประมาณ USD150 ต่อตัน การปิด LSP และ ROC (Force majeure ตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.) เท่ากับกำลังการผลิตหายไป 55% ต่อปี เราประเมินผลกระทบจากการปิด ROC ราว 10% ของประมาณการกำไรทั้งปี (รับรู้ในราคาหุ้นแล้ว) และ MOC กระทบราว 13% ของกำไร หากราคาหุ้นปรับลงมากกว่า 13% เป็นโอกาสในการซื้อลงทุน เพราะสเปรด PE-N ปัจจุบันยังสูงถึง USD590 ต่อตัน เทียบกับ USD300 ต่อตันก่อนสงคราม และ PP-N แตะ USD460 ต่อตัน เทียบกับ USD280-290 ต่อตันก่อนสงคราม







