บล.บัวหลวง: 

Tidlor Holdings (TIDLOR TB / TIDLOR.BK)

กำไรเดินหน้าสู่จุดสูงสุดใหม่ในปี 2026

เราคาดว่า TIDLOR จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/69 เติบโตแข็งแกร่งที่ 12% YoY และ 35% QoQ เมื่อมองไปยังปี 2569 เราคาดกำไรสุทธิจะทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 5.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% YoY (อัตราการเติบโตสูงสุดในกลุ่มการเงินรายย่อยที่เราให้คำแนะนำ) ดังนั้น เรามองว่าการปรับตัวลงของราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นโอกาสในการสะสม

มูลค่าหุ้นอยู่ในระดับไม่แพง

ราคาหุ้น TIDLOR ปรับตัวลดลง 13% นับตั้งแต่เกิดความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งปรับตัวแย่กว่า SET ที่ลดลงเพียง 5% ปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่ PER ปี 2569 ที่ 8.7 เท่า และเราคาดว่า EPS CAGR ในช่วงปี 2569–2571 จะอยู่ที่ 13% คิดเป็น PEG ratio เพียง 0.7 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มการเงินรายย่อยที่เราให้คำแนะนำที่ 1.4 เท่า PBV ปี 2569 อยู่ที่ 1.3 เท่า และเราคาด ROE ปี 2569 ที่ 15.9% คิดเป็น PBV/ROE ที่ 0.083 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารที่เราให้คำแนะนำที่ 0.103 เท่า

คุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ในปี 2569

คุณภาพสินทรัพย์ของ TIDLOR น่าจะยังอยู่ในระดับดี ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2569 โดยเราพบ 2 สัญญาณของการปล่อยสินเชื่อที่มีคุณภาพดีในไตรมาส 1/69 ได้แก่ 1) สัดส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวมของธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนของ TISCO ลดลงจาก 5.00% ณ สิ้นปี 2568 เหลือ 4.73% ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2569 (รูปที่ 1) และ 2) TIDLOR ได้เข้มงวดการคัดกรองสินเชื่อใหม่ตั้งแต่ปี 2567 โดยเฉพาะในพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุกมือสอง (ซึ่งมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระสูงกว่าธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียน) จากการศึกษาข้อมูลในอดีตช่วงสิ้นเดือน มี.ค. 2564 ถึงสิ้นปี 2568 พบว่าแนวโน้มสัดส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวมของ TIDLOR มีความสัมพันธ์กับแนวโน้มสัดส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวมของธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนของ TISCO ที่ระดับ 64% (รูปที่ 1)

นอกจากนี้ TIDLOR ตั้งสำรองเพิ่มเติมประมาณ 200 ล้านบาทในไตรมาส 4/68 เพื่อรองรับความเสี่ยงด้านเครดิตจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อหนี้เสียซึ่งอยู่ที่ 325.0% ณ สิ้นปี 2568 สูงที่สุดในกลุ่มสินเชื่อจำนำทะเบียนที่เราให้คำแนะนำ ส่งผลให้เรามองว่าบริษัทมีความพร้อมในการรับมือกับสภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ไม่เอื้ออำนวย

คาดกำไรไตรมาส 1/69 เติบโตแข็งแกร่ง YoY และ QoQ

เราคาดกำไรสุทธิไตรมาส 1/69 จะอยู่ที่ 1.4 พันล้านบาท (รูปที่ 2) เพิ่มขึ้น 12% YoY และ 35% QoQ หนุนจากการขยายตัวของสินเชื่อ 6% YoY และ 1% QoQ และการตั้งสำรองที่ลดลง เราคาด NIM ที่ 15.96% เพิ่มขึ้น 51bps YoY (จากอัตราผลตอบแทนสินเชื่อเฉลี่ยที่สูงขึ้นและต้นทุนทางการเงินที่ลดลง) แต่ลดลง 26bps QoQ (จากอัตราผลตอบแทนสินเชื่อเฉลี่ยที่ลดลง QoQ)

เราคาดอัตราการตั้งสำรองในไตรมาส 1/69 ที่ 2.70% ลดลงจาก 2.96% ในไตรมาส 1/68 และ 3.62% ในไตรมาส 4/68 เนื่องจากเราคาดสัดส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวมจะลดลงเล็กน้อยจาก 1.54% ณ สิ้นปี 2568 เหลือ 1.52% ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2569 ขณะที่อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อหนี้เสียมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 325.0% ณ สิ้นปี 2568 เป็น 331.3% ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2569 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าคุณภาพสินทรัพย์ของ TIDLOR ยังอยู่ในระดับดี QoQ

เมื่อมองไปยังไตรมาส 2/69 เราคาดว่ากำไรสุทธิจะอยู่ที่ 1.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% YoY และ 2% QoQ โดยมีแรงหนุนจากการเติบโตของสินเชื่อและ NIM ที่ขยายตัว

- Advertisement -