บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):

PFund-REITs-IFF

ยังรับมือกับความท้าทายช่วงสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านได

Event 

ประเด็นสำคัญและแนวโน้มของกลุ่มธุรกิจใน REITs 

Key highlights 

ความเสี่ยงทางธุรกิจจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน 

ความขัดแย้งะหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังดำเนินอยู่ ซึ่งยกระดับขึ้นช่วงปลายกุมภาพันธ์ 2569 ได้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยราวปลายเดือนเมษายน 2569 สถานการณ์ยังคงไม่แน่นอน แม้จะมีการหยุดยิงชั่วคราวที่ยังเปราะบาง ได้กระทบหลายอุตสาหกรรมหลัก ๆ ได้แก่ ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์พุ่งสูง, ภาคการบินและการท่องเที่ยวชะลอตัวแรงรวมถึงความเป็นไปได้ที่ supply chain ด้านเวชภัณฑ์ต้องสะดุด  

ธุรกิจแต่ละกลุ่มก็เผชิญสภาวะที่แตกต่างกัน 

เราคิดว่าธุรกิจบางกลุ่มจะยังน่าติดตามต่อ หากสถานการณ์เชิงลบพลิกกลับเป็นบวกในระยะถัดไป แต่สถานการณ์ปัจจุบันยังคาดเดาได้ยากจากความผันผวนสูงตั้งแต่มีนาคม 2569 โดยกลุ่มที่น่าสนใจ ได้แก่ 

i) กอง REITs ด้านค้าปลีก: เกิดอุปทานใหม่ในตลาด (ราว 0.3 ล้านตร.ม.) ที่อาจกดดันอัตราการเช่า (occupancy rate) กลยุทธ์คือเน้นกองที่มีสินทรัพย์ในย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพฯ (CBD) หรือแหล่งท่องเที่ยวหลักซึ่งจะได้ประโยชน์จากนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัว 

ii) กอง REITs ด้านโรงแรม/โรงพยาบาล: ภาคการท่องเที่ยวยังเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก โดยคาดว่ารายได้ต่อห้องต่อคืน (RevPAR) ปีนี้จะเติบโต 3-4% แม้โรงแรมระดับบนเปิดใหม่จะแข่งขันกันมากขึ้นก็ตาม จุดเด่นคือกองทุนที่เน้นตลาด MICE (Meetings, Incentives, Conferences, Exhibitions) และสถานที่จัดงานบันเทิงที่มีโอกาสได้อานิสงส์จากการกลับมาของอีเวนต์ใหญ่ ๆ 

iii) กอง REITs ด้านอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์: ยังเป็นกลุ่มที่ outperform โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมที่รองรับ supply chain ของ EV และคลังสินค้าแบบ ready-built ที่มี vacancy rate ต่ำ  

อัปเดตแนวโน้มธุรกิจ ALLY 

ในปี 2569 ALLY ซึ่งเน้นธุรกิจ Lifestyle Malls และ Retail ยังคงเห็นพื้นที่เช่าฟื้นตัวต่อเนื่อง หนุนจากการบริโภคในประเทศ โครงการสำคัญอย่าง CDC และ The Crystal ยังรักษา occupancy rate ในระดับสูง ขณะที่ ฝ่ายบริหารยังมุ่งคุมค่าใช้จ่ายพื้นที่ส่วนกลางและการใช้พลังงานเพื่อรักษาอัตรากำไรจากการดำเนินงานสุทธิ (net operating margin)  

ALLY ได้ประโยชน์จากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. อยู่ที่ 1.25% ซึ่งช่วยลดภาระดอกเบี้ยและเพิ่ม yield spread สำหรับนักลงทุนที่ต้องการรายได้สม่ำเสมอ ขณะที่เราคาดผลตอบแทนจากเงินปันผลต่อหน่วย (DPU yield) ราว 8-9% ต่อปี จากคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีในภาวะปัจจุบัน แต่ปัจจัยลบคืออุปทานค้าปลีกใหม่เข้าสู่ตลาด ซึ่งการปรับขึ้นค่าเช่าจะทำได้จำกัดในบางทำเลชานเมือง  

Recommendation 

เราคาดว่ากองทุนเหล่านี้จะยังคงรักษาระดับ dividend yield ปี 2569F ที่น่าสนใจจากเสถียรภาพของกำไรและสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง อีกทั้ง เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อทิศทาง bond yields ว่าใกล้ถึงจุดพีคแล้ว ดังนั้น เรายังคงแนะนำกองทุนดังต่อไปนี้: i) กองเด่นระดับแนวหน้า: CPNREIT, WHAIR และ AMATAR และ ii) กองเด่นระดับรอง: ALLY, GROREIT, LHHOTEL และ PROSPECT  

Risks 

โรคระบาด เศรษฐกิจโลกถดถอย และความไม่สงบทางการเมือง 

 

 

- Advertisement -