บล.ทรีนีตี้:
ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป – TU
กำไร 1Q69 ดีขึ้น QoQ และ YoY
-
กำไร 1Q69 อยู่ที่ 1,113 ล้านบาท ดีขึ้น 10%QoQ และ 9%YoY ใกล้เคียงคาด
-
รายได้รวมอ่อนตัว QoQ แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยฤดูกาล
-
ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นทรงตัว QoQ และลดลง YoY โดยที่ลดลง YoY มาจากธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งที่อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจากฐานสูงมาอยู่ในระดับปกติ
-
ผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลางทำให้ต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ปรับตัวขึ้น แต่บริษัทยังมีสต็อกเดิม บวกกับมีแผนจะปรับขึ้นราคาขาย ทำให้ภาพรวมคาดว่ายังบริหารจัดการได้
-
ยังคงราคาเป้าหมาย และคำแนะนำ “ซื้อ”
กำไร 1Q69 ดีขึ้น QoQ และ YoY
TU ประกาศกำไรสุทธิ 1Q69 ที่ 1,113 ล้านบาท ดีขึ้น 10%QoQ และ 9%YoY ต่ำกว่าที่เราคาดไว้ก่อนหน้าเล็กน้อยราว 5% โดยในไตรมาสนี้มีผลประโยชน์ทางภาษีจากบริษัทย่อยในยุโรปราว 423 ล้านบาท (รายได้ภาษีเงินได้สุทธิ 312 ล้านบาท) และมีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 135 ล้านบาท ในด้านการดำเนินงานปกติ ยอดขายอ่อนตัว 9%QoQ แต่เติบโต 7%YoY โดยยอดขายธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงเติบโตดีทั้ง QoQ และ YoY ขณะที่ยอดขายธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป และอาหารทะเลแช่แข็งเติบโต YoY (มีการปรับเพิ่มราคาขายอาหารทะเลแปรรูปเพื่อชดเชย US Tariff) แต่อ่อนตัว QoQ จากปัจจัยฤดูกาล สำหรับอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 18.3% ทรงตัว QoQ และลดลงจาก 18.8% ใน 1Q68 โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากอัตรากำไรขั้นต้นของอาหารทะเลแช่แข็งที่ลดลงจากฐานสูงมาอยู่ที่ระดับปกติ ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง 6%QoQ และ 2%YoY หลังค่าใช้จ่ายจากโครงการ Transformation ลดลง แต่ด้วยรายได้รวมที่อ่อนตัวทำให้ SG&A/Sales เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 14.4% จาก 13.9% (ยังอยู่ในกรอบเป้าทางเงินของบริษัทที่ 13.5%-14.5% และมีแนวโน้มลดลงเนื่องจากรายได้ที่ลดลงใน 1Q69 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยฤดูกาล)
คาดยังรักษาระดับ GPM ในระดับสูงได้
แม้ว่าผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลางจะส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบหลายรายการปรับตัวขึ้น โดยในส่วนของราคาทูน่าในช่วงเดือน มี.ค. ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ราว 2,000 เหรียญต่อตัน แต่ล่าสุดเดือน เม.ย. ราคาปรับตัวลงมาอยู่ที่ราว 1,875 เหรียญต่อตันแล้ว ซึ่งบริษัทมีสต็อกสินค้าเดิมพอใช้ได้ถึง 2Q69 ขณะที่ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่ปรับตัวขึ้น บริษัทก็ยังมีสต็อกใช้ได้อีกราว 2 เดือน ซึ่งคาดว่าจะกระทบ 2Q69 ไม่มาก อีกทั้งบริษัทยังมีแผนจะเจรจาปรับขึ้นราคาขายเพื่อชดเชยต้นทุน ทำให้เรายังคงสมมติฐาน GPM ปี 2569 ที่ 19.1% (เป้าบริษัทอยู่ที่ 19-20%) และคงประมาณการกำไรปี 2569 ที่ 4.7 พันล้านบาท (+2%YoY)
ยังคงแนะนำ “ซื้อ”
เรายังคงราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 13.90 บาท อิง PER 12.5 เท่า และคงคำแนะนำ “ซื้อ”
ความเสี่ยง: ราคาทูน่า / อัตราแลกเปลี่ยน / ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์







