บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):
Central Retail Corporation (CRC.BK/CRC TB)*
ประมาณการ 1Q69F: การจับจ่ายใช้สอยอ่อนแอ
Event
เราคาดว่ากำไรปกติของ CRC ใน 1Q69F จะลดลงมาอยู่ที่ 2.3 พันล้านบาท (-6% YoY, -23% QoQ) เพราะไม่มีห้างในอิตาลีแล้ว แต่หากตัดผลการดำเนินงานจากอิตาลีออกไป (ขาดทุน 104 ล้านบาทใน 1Q68 และ กำไร 282 ล้านบาทใน 4Q68) เราคาดว่ากำไรปกติใน 1Q69 จะลดลง 10% YoY (เพราะการจับจ่ายใช้สอยที่อ่อนแอจะหักล้างไปกับต้นทุนต้นทุนทางการเงินที่ลดลง และ รายได้ equity income ที่เพิ่มขึ้น) และ ลดลง 15% QoQ (จากปัจจัยฤดูกาล)
Impact
SSSG ยังติดลบใน 1Q69F
เนื่องจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคอ่อนแอ, มีความกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง, และ ฐานสูงจากมาตรการช้อปดีมีคืนใน 1Q68 เราจึงคาดว่า SSSG ของ CRC จะลดลง 2 ถึง 3% ใน 1Q69 (คาดว่า SSSG ในประเทศไทยจะลดลง 2 ถึง 4% ในขณะที่คาดว่า SSSG ในประเทศเวียดนามจะทรงตัว) โดยในส่วนของกิจการในประเทศไทย เราคาดว่า SSSG ของกลุ่มแฟชั่นจะลดลงมากที่สุดโดยลดลง 8 ถึง 9% เพราะไม่มีมาตรการกระตุ้นจากรัฐบาลในปีนี้ และ นักท่องเที่ยวต่างชาติแผ่วลง (จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยใน 1Q69 ลดลง 2% YoY) ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่ากลุ่ม hardline (-5%) และ กลุ่มอาหาร (+6-8%) สำหรับกิจการในประเทศเวียดนาม เราคาดว่า SSSG ของกลุ่ม hardline จะพลิกเป็นบวกในระดับสิบต้น ๆ หลังจากที่มีการปิดห้างที่ไม่ทำกำไรในปีที่แล้ว ทั้งนี้ จากภาวะของการจับจ่ายใช้สอยที่อ่อนแอ โดยเฉพาะในกลุ่มแฟชั่น เราจึงคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นใน 1Q69 จะลดลง 0.7ppt YoY และ 1.4ppts QoQ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นจากการขายอยู่ที่ 24% ในขณะเดียวกัน เราคาดว่าต้นทุนทางการเงินจะลดลง 19% YoY สะท้อนถึงภาระหนี้ที่มีดอกเบี้ยที่ลดลงจาก 8.97 หมื่นล้านบาทใน 4Q67 เป็น 6.99 หมื่นล้านบาทใน 4Q68 และ การลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เราคาดว่ารายได้ Equity income จะเพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ หลังจากที่บริษัทเข้าซื้อ JD sport TH (กำไร ~100 ล้านบาท/ปี)
ผลประกอบการปรับฐานใหม่ในปีนี้
เราคาดว่าผลประกอบการของ CRC ในไตรมาสต่อ ๆ ไปจะถูกกดดันจาก i) ส่วนแบ่งกำไรจากอิตาลีลดลง ซึ่งใน 2Q68 อยู่ที่ 406 ล้านบาท, ใน 3Q68 อยู่ที่ 106 ล้านบาท และ ใน 4Q68 อยู่ที่ 282 ล้านบาท และ ii) ความท้าทายของการจับจ่ายใช้สอยท่ามกลางสถานการณ์ในปัจจุบัน (ค่าครองชีพสูงขึ้น และ จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง) โดย SSSG ในเดือนเมษายนอยู่ที่ +1-2% แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกอยู่บ้างซึ่งได้แก่ i) ส่วนแบ่งผลขาดทุนจากธุรกิจ hardline ในเวียดนามลดลง ~60-70 ล้านบาท/ไตรมาสหลังจากที่ CRC ขายการลงทุนในบริษัทย่อยที่เวียดนามออกไปแล้ว (ส่วนแบ่งผลขาดทุนจาก NKT ในปี 2568 อยู่ที่ ~250 ล้านบาท ii) รายได้ equity income เพิ่มขึ้น ~25 ล้านบาท/ไตรมาสหลังจากที่เข้าซื้อ JD sport TH และ iii) ต้นทุนทางการเงินลดลงหลังจากที่มีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 bps ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 (หนี้ที่คิดอัตราดอกเบี้ยลอยตัวของ CRC คิดเป็น ~72% ของหนี้ทั้งหมด) เราคาดว่ากำไรใน 2Q-3Q น่าจะลดลงเพราะปัจจัยฤดูกาล ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นในไตรมาสที่สี่จากปัจจัยฤดูกาลเช่นกัน เรามองว่าผลการดำเนินงานจะน่าสนใจน้อยลงเพราะการจับจ่ายใช้สอยอ่อนแอ แต่การประหยัดต้นทุน (ผลขาดทุนจากเวียดนามลดลง และ ต้นทุนทางการเงินลดลง) น่าจะช่วยหนุนกำไรสุทธิของ CRC
Valuation & action
เรายังคงราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569F ไว้ที่ 20.40 บาท อิงจาก PER เฉลี่ยถ่วงน้ำหนักที่ 15.8x (กลุ่มแฟชั่นที่ 11.0x (-1.5 S.D), กลุ่มอาหารที่ 18.0x (-2.0 S.D) และ กลุ่ม hardline ที่ 16.0x (-0.5 S.D)) โดยยังคงคำแนะนำ “ถือ” CRC
Risks
การแข่งขันเข้มข้นมากขึ้น, เศรษฐกิจชะลอตัวลง, ความนิยมของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไป, ความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์ของทางการ, ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย, ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน







