บล.ฟินันเซีย ไซรัส:
PYLON (PYLON TB)
1Q26 results at first glance
1Q26 กำไรดีกว่าคาด จากการเติบโตของรายได้ที่แข็งแกร่ง
Highlights
-
PYLON รายงานกำไรสุทธิ 1Q26 ที่ 77.3 ล้านบาท (+8% q-q, +325% y-y) สูงสุดในรอบ 6 ปี หากไม่รวมรายการพิเศษ กำไรปกติอยู่ที่ 74.8 ล้านบาท (+6% q-q, +333% y-y) สูงกว่าคาดการณ์ของเรา 15% หลักๆจากรายได้ที่สูงกว่าคาด
-
ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากรายได้งานก่อสร้างที่ 488.5 ล้านบาท (+16% q-q, +64% y-y) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 11 ไตรมาส ได้แรงหนุนจากการใช้เครื่องจักรที่เพิ่มขึ้นเป็น 18–20 ชุด (เทียบกับ 17–18 ชุดใน 4Q25 และ 10 ชุดใน 1Q25) โดยมีโครงการภาคเอกชนที่อยู่ระหว่างดำเนินการ เช่น โรงแรม โรงพยาบาล และโครงการมิกซ์ยูส
-
อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 23.7% ลดลงจาก 25.4% ใน 4Q25 หลักๆจากการปรับประมาณการต้นทุนเพื่อสะท้อนการเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบสำคัญที่คาดว่าจะเกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ปรับดีขึ้นจาก 13.4% ใน 1Q25 จากการประหยัดต่อขนาด
-
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานยังควบคุมได้ดี โดยสัดส่วน SG&A ต่อรายได้ลดลงสู่ 4.9% (เทียบกับ 6.0% ใน 4Q25 และ 6.9% ใน 1Q25)
Outlook
-
กำไรปกติ 1Q26 ของ PYLON คิดเป็น 29% ของประมาณการทั้งปีของเรา สำหรับแนวโน้ม 2Q26 คาดว่ารายได้จะเร่งตัวทั้ง q-q และ y-y จากการเริ่มก่อสร้างโครงการใหม่ขนาดใหญ่ เช่น Central Embassy 2
-
อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าจะเริ่มเห็นผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ผ่านต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่สูงขึ้น โดยคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นใน 2Q26 อาจอ่อนตัวจากระดับ 1Q26 แต่ยังมากกว่าระดับ 20% ผลกระทบหลักจะมาจากต้นทุนน้ำมัน ซึ่งคิดเป็นราว 5–6% ของต้นทุนรวม และต้นทุนคอนกรีต ซึ่งคิดเป็นราว 30% ของต้นทุนรวม ขณะที่ผลกระทบต่อต้นทุนเหล็ก ซึ่งคิดเป็นราว 30% ของต้นทุนรวม คาดจะจำกัด เนื่องจากบริษัทได้ล็อกราคาล่วงหน้าไว้แล้ว อีกทั้งโครงการส่วนใหญ่เป็นงานระยะสั้นที่ใช้เวลาก่อสร้างราว 4–5 เดือน
-
งานในมือ ณ สิ้น 1Q26 อยู่ที่ราว 1.7 พันล้านบาท ซึ่งจะยังสนับสนุนรายได้ต่อเนื่องถึง 3Q26 ขณะที่ต้นทุนวัสดุก่อสร้างคาดว่าจะเริ่มผ่อนคลายจากระดับสูงสุดใน 2Q26 หากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่รุนแรงขึ้นเพิ่มเติม นอกจากนี้ เราคาดว่าจะเห็นความชัดเจนมากขึ้นของแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐใน 2H26 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นการลงทุนภาคเอกชน เราคงประมาณการและคำแนะนำซื้อ ด้วยราคาเป้าหมายที่ 3.8 บาท







