บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):
C.P. Axtra PCL (CPAXT.BK/CPAXT TB)
มีหลายปัจจัยที่ต้องติดตาม
Event
ประชุมนักวิเคราะห์
Impact
การบรรเทาผลกระทบจากมาตรการของรัฐบาลเป็นประเด็นท้าทาย
SSSG ของทั้งธุรกิจค้าส่ง และ ค้าปลีกทรงตัว QTD อยู่ในระดับเดียวกับใน 1Q69 อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารคาดว่ามาตรการกระตุ้น “คนละครึ่งพลัส” จะกดดันนยอดขายในช่วงปลาย 2Q69 ต่อ 3Q69 เพราะลูกค้าอาจจะใช้จ่ายผ่านร้านค้าขนาดเล็กที่ร่วมโครงการ อย่างไรก็ตาม บริษัทมีแผนจะออกแคมเปญที่มุ่งเน้นกลุ่ม HORECA และ กลุ่มค้าปลีกอาหาร ซึ่งน่าจะได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล เพื่อบรรเทาผลกระทบเชิงลบต่อบริษัท ตั้งเป้าจะเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นขึ้นอีก 20-30bps โดยใช้มาตรการคุมค่าใช้จ่าย ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นจากการขายลดลง 40bps YoY ซึ่งน่าจะเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจากผลขาดทุนจากสต็อกที่เกี่ยวข้องกับประเด็น IT, การล้างสต็อกสินค้ากลุ่มที่ไม่ใช่อาหาร และ การจัดแคมเปญทางการตลาดในมาเลเซีย บริษัทยังคงตั้งเป้าจะเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นอีก 20-30bps ในปีนี้ (เราใช้สมมติฐานว่าจะเพิ่ม 10bps) โดยเฉพาะใน 2H69 จากการที่บริษัทมุ่งเน้นการคัดสินค้าที่เหมาะสม (product assortment optimization) อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ อุปสรรคจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งได้แก่ ต้นทุนค่าไฟฟ้า และ เชื้อเพลิง น่าจะยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน เรามองว่าบริษัทจะได้รับผลกระทบบ้างใน 2H69 แต่บริษัทยังคงใช้มาตรการที่หลากหลายในการที่จะบรรเทาผลกระทบเชิงลบดังกล่าว
คงเป้า occupancy rate ของพื้นที่สำนักงานโครงการ Happitat ไว้ที่ 40% และ พื้นที่เชิงพาณิชย์ที่ 70%
CPAXT เลื่อนเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของพื้นที่เชิงพาณิชย์ในโครงการ Happitat เป็น 3Q69 เพราะผู้เช่ายังอยู่ในกระบวนการตกแต่งร้าน ในขณะที่พื้นที่สำนักงานเปิดใช้งานแล้ว โดยในปัจจุบันมี occupancy rate อยู่ที่ 20-30% ทั้งนี้ บริษัทยังคงเป้า occupancy rate สิ้นปีนี้ไว้ที่ 70% สำหรับพื้นที่เชิงพาณิชย์ และ 40% สำหรับพื้นที่สำนักงาน โดยโครงการนี้น่าจะส่งผลขาดทุนมาที่ CPAXT ประมาณ 500 ล้านบาทในปีนี้ (สอดคล้องกับประมาณการของเรา) และ ผลขาดทุนน่าจะลดลงในปีหน้าตาม occupancy rate ที่เพิ่มขึ้นของพื้นที่เชิงพาณิชย์
แนวโน้มผลประกอบการดูน่าสนใจน้อยลง อย่างน้อยในอีกสองไตรมาสข้างหน้า
เรายังคงมองว่าผลประกอบการของ CPAXT จะแผ่วลงอย่างน้อยในอีกสองไตรมาสข้างหน้าทั้งจากปัจจัยฤดูกาล และ อีกหลายปัจจัยที่อาจจะกดดันผลประกอบการ ซึ่งได้แก่ i) แรงกดดันทางด้านอัตรากำไรขั้นต้นจาก product mix ที่แย่ลง ii) ผู้บริโภคจับจ่ายใช้สอยอย่างระมัดระวังท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย iii) ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการ Happitat iv) ความท้าทายในการลดแรงกดดันทางด้านต้นทุนจากการที่ราคาพลังงาน และ ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น และ v) ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่อาจจะสูงขึ้นจากการเข้าซื้อกิจการ The Food Purveyors ในมาเลเซียมูลค่า ~1.4 หมื่นล้านบาท และ ค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นหลังการเข้าซื้อกิจการ
Valuation
เรายังคงคำแนะนำ “ถือ” โดยประเมินราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569F ที่ 16.00 บาท อิงจาก PER ที่ 18.0x (ค่าเฉลี่ยในอดีตของหุ้นกลุ่มนี้ในตลาดโลก –2.0 S.D.)
Risk
เศรษฐกิจชะลอตัว, ราคาสินค้าเกษตรลดลง, ขยายสาขาได้ช้ากว่าแผน, disruption ที่เกิดจากเทคโนโลยีใหม่, ความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์ทางการ และ ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการขยายกิจการในต่างประเทศ







