บล.เอเซีย พลัส:

SAWAD ตามคาด แต่ท้าทายขึ้น (Trading)

Flash Points

  • กำไรสุทธิ 1Q69 ตามตลาดคาดที่ 1.3 พันล้านบาท (สัดส่วน 24% – 25% ของประมาณการทั้งปีฝ่ายวิจัยและตลาด) เติบโต 22% YoY จากกำไรของ SCAP (SAWAD ถือหุ้น 72%) ที่ 408 ล้านบาท (1Q68 ที่ 176 ล้านบาท) เพราะผลขาดทุนรถยึดดีขึ้นต่อเนื่อง

  • NII ราว 3.5 พันล้านบาท เพิ่ม 7% YoY หลักๆ มาจากดอกเบี้ยจ่ายลดลง ตามการ Repricing หุ้นกู้ ในขณะที่สินเชื่อบวก 1.8% YoY (ทรงตัว QoQ)

  • OPEX ราว 1.8 พันล้านบาท ลดลง 15% YoY หลังผลขาดทุนรถยึดลดลงมาที่ 109 ล้านบาท (-61%) และการควบคุมค่าใช้จ่าย

  • Credit cost ที่ 2.2% เพิ่ม 40 bps YoY (-20 bps QoQ) สูงกว่าสมมติฐานฝ่ายวิจัยทั้งปีที่ 1.8% รวมถึงเป้าหมายบริษัทฯ ที่ 1.8% – 2.0%

  • แม้มูลหนี้ Stage 2 ลด 10% QoQ แต่ NPL / Loan ขึ้นต่อเนื่องเป็น 3.97% จาก 3.90% ณ สิ้นงวด 4Q68 สะท้อนคุณภาพสินทรัพย์ยังไม่ฟื้นเต็มที่จาก NPL Cycle รอบก่อน

  • ด้าน Coverage ratio ทรงตัวที่ 53%

Impact Insight

  • ทิศทางต้นทุนค่าครองชีพ (Cost of living) ที่ปรับขึ้น ตาม Cost push inflation ทำให้ Credit cycle ข้างหน้ายังมีความเสี่ยง

  • ขณะที่ Coverage ratio ต่ำกว่ากลุ่มฯ หาก NPL ยังเพิ่มต่อเนื่อง มีแนวโน้มทำให้การบริหาร Credit cost มีความท้าทายมากขึ้น

  • โดยสรุป แม้ผลขาดทุนขายรถยึดจะฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ Credit cost ที่สูงกว่าสมมติฐานและมุมมองข้างต้น ทำให้โอกาสในการถูกปรับเพิ่มประมาณการกำไรยังจำกัด

  • อิง GGM ปรับ PBV มาที่ 1.0 เท่า (เดิม 1.2 เท่า) เพื่อสะท้อนความไม่แน่นอนจากสงคราม ส่งผลให้ FV ใหม่ลงมาที่ 25 บาท (เดิม 30 บาท) เทียบเท่า PER ราว 7 เท่า

Execution

  • PER ซื้อขาย 6.5 เท่า ต่ำกว่ากลุ่มฯ (7.9 – 8.9 เท่า) ตามคุณภาพสินทรัพย์ฟื้นช้ากว่า รวมถึงทิศทาง Bond yield ที่ยังผันผวน จึงมองโอกาส Re-rating ของราคาหุ้นจำกัด คงคำแนะนำเพียง Trading ในกรอบ

  • ในกลุ่มจำนำทะเบียน เลือก TIDLOR ตามด้วย MTC ที่มีแนวโน้มบริหาร Credit cost ได้ดีกว่า ในภาวะ Cost push inflation

- Advertisement -