KS Daily View 19.05.2026 >>> เน้นทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี หนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ กรอบ SET วันนี้ 1,510-1,530 จุด แนะนำ ICHI, CPALL

แนวโน้มตลาดหุ้นในประเทศวันนี้: SET index วานนี้ปิดตลาดที่ 1,517.74 ลดลง 0.21 จุด (-0.01%) แรงขายกลุ่มไฟแนนซ์ สลับแรงซื้อกลุ่มประกันและธนาคาร โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทยสุทธิ1,149 ลบ. ส่วนวันนี้ประเมิน SET index ลุ้นฟื้นตัวในกรอบ 1,510-1,530 จุด แรงหนุนจาก ทรัมป์ ได้ยกเลิกแผนโจมตีอิหร่านที่เดิมกำหนดไว้ในวันอังคาร หลังผู้นำซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขอให้สหรัฐฯ เปิดโอกาสสำหรับการเจรจาทางการทูตเพิ่มเติม โดยทรัมป์ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า “กำลังมีการเจรจาที่จริงจังเกิดขึ้น” โดยรวมจึงส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทรงตัว ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯที่ลดลงเล็กน้อย ช่วยหนุนแรงเก็งในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น ส่วนปัจจัยในประเทศวานนี้สภาพัฒน์ฯ รายงานตัวเลข 1Q69 GDP ไทย ที่ +2.8%y-y ดีกว่าตลาดคาดที่ +2.4% จากการลงทุนและการบริโภคขยายตัวดีถือเป็นโมเมนตัมเชิงบวก โดยทาง KResearch มีการปรับคาด GDP ไทยปีนี้จะขยายตัว +2.0% ขึ้นจากคาดเดิมที่ +1.2% ส่วนวันนี้ติดตามประชุม ครม. คาดนำมาตรการพยุงค่าครองชีพเข้าพิจารณา เป็นบวกเพิ่มเติมต่อ SET ดังนั้นกลยุทธ์เน้นทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี ที่ได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ โดยวันนี้แนะนำ ICHI, CPALL

ประเด็นสำคัญที่เป็นกระแสในช่วงนี้และมีผลต่อการลงทุน:

  • รัฐบาลยืนยันเดินหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทต่อ หลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องตรวจสอบ แต่ไม่มีคำสั่งระงับการดำเนินการ พร้อมกำหนดเปิดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” วันที่ 25 พ.ค. 2569 ตามเดิม ขณะที่กระทรวงการคลังเตรียมส่งคำชี้แจงต่อศาลภายใน 7 วัน สะท้อนความพยายามเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจและกำลังซื้อในประเทศท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ประเมินเป็น sentiment บวกต่อหุ้น Domestic play และค้าปลีก เช่น CPALL, CRC, CPAXT จากความคาดหวังเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจและการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศ
  • IEA เตือนปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลกกำลังลดลงเร็วผิดปกติ จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง เสี่ยงดันราคาดีเซล ปุ๋ย และอาหารปรับขึ้นในช่วงฤดูท่องเที่ยวและเพาะปลูก ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่ต่อเศรษฐกิจโลก ขณะที่หลายประเทศเริ่มส่งสัญญาณพร้อมระบายน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน ถือเป็นบวกต่อหุ้นพลังงานต้นน้ำ เช่น PTTEP แต่เป็นลบต่อกลุ่มขนส่ง, อาหาร จากความเสี่ยงต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อสูงขึ้น
  • กระทรวงสาธารณสุขยืนยันไทยยังไม่พบผู้ป่วยอีโบลา แต่ยังคงยกระดับเฝ้าระวังต่อเนื่อง โดยติดตามผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงอย่างคองโกและยูกันดาภายใน 21 วัน พร้อมเตรียมความพร้อมทั้งระบบคัดกรอง ห้องแยกผู้ป่วย PPE และห้องปฏิบัติการรองรับการตรวจเชื้อ ขณะที่ประชาชนถูกขอความร่วมมือดูแลสุขอนามัยอย่างเข้มงวด เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคติดต่ออันตรายที่มีอัตราเสียชีวิตสูงมุมมองเป็นกลางต่อหุ้นไทย แต่เป็นsentiment บวกเล็กน้อยต่อกลุ่มโรงพยาบาลจากการเพิ่มความเข้มงวดด้านสาธารณสุขและการเตรียมความพร้อมระบบป้องกันโรค
  • การลงทุนของกลุ่มทุนจีนยังเป็นแรงหนุนสำคัญต่อตลาดนิคมอุตสาหกรรม EEC โดยเฉพาะชลบุรีและระยองที่ราคาที่ดินพุ่งขึ้น 20-30% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขณะที่อัตราว่างในนิคมลดลงเหลือเพียง 6.2% สะท้อนดีมานด์ที่ยังแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ตลาดคลังสินค้าเริ่มเผชิญแรงกดดันจากซัพพลายใหม่จำนวนมาก โดยอีก 3 ปีข้างหน้าจะมีพื้นที่ใหม่เข้าสู่ตลาดกว่า 4.61 แสนตร.ม. ส่งผลให้อัตราว่างเพิ่มขึ้นและการแข่งขันด้านราคาค่าเช่ารุนแรงขึ้น แม้ความต้องการจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ยังช่วยพยุงตลาดโรงงานสำเร็จรูปได้ก็ตาม เรามีมุมมองบวกต่อหุ้นนิคมฯ อย่าง WHA และ AMATA จากดีมานด์ที่ดิน EEC แข็งแกร่ง แต่กลุ่มโลจิสติกส์/คลังสินค้าอาจเผชิญแรงกดดันจากซัพพลายใหม่และการแข่งขันค่าเช่าที่สูงขึ้นในระยะถัดไป

Daily picks

ICHI: ราคาพื้นฐาน 14.70 บาท

  • คาดว่ากำไรจะอยู่ในระดับต่ำสุดในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จากแรงกดดันด้านต้นทุนPET ก่อนที่จะฟื้นตัว 11%/13% ในปี 2570/71
  • เราชอบ ICHI จากอัตราตอบแทนเงินปันผลระดับสูงที่ 7-8% ซึ่งเราเชื่อว่าสามารถรักษาไว้ได้ หนุนจากความต้องการ CAPEX ที่อยู่ในระดับต่ำและค่าเสื่อมราคาที่ทยอยลดลง
  • แม้ภายใต้กรณีเลวร้ายที่สุดของเรา ICHI ยังให้อัตราตอบแทนเงินปันผล 5-6% โดย FCF/หุ้น ครอบคลุม DPS ที่ 1.6x ซึ่งหนุนมุมมองการลงทุนแบบ paid to wait เริ่มต้นคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 14.7 บาท

CPALL: ราคาพื้นฐาน 57.20 บาท

  • คาดได้อานิสงส์เชิงบวกจาก GDP ไทยที่ดีกว่าคาด โดยส่วนหนึ่งมีแรงหนุนมาจากการฟื้นตัวของภาคการบริโภค ผสานมาตรการกระตุ้นของภาครัฐในช่วงถัดไปเป็นแรงขับเคลื่อนเพิ่มเติม
  • กำไร 1Q69 ที่ 9.1 พันลบ. สูงกว่าคาด จากรายได้อื่นและการสนับสนุนโปรโมชั่นจากซัพพลายเออร์ที่ดีกว่าคาด และธุรกิจ CVS ยังเป็นแรงขับหลัก โดยยอดขายโต 7% YoY ส่วน GPM ขยายจากสัดส่วนอาหารพร้อมทานและเครื่องดื่มที่สูงขึ้น
  • คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 57.2 บาท มองกำไร 2Q69 ยังแข็งแกร่งจาก SSSG ฟื้นตัว อำนาจการปรับราคาสินค้า และ margin ที่ขยายต่อเนื่อง

รายงานตัวเลขเศรษฐกิจ

  • วันอังคาร ติดตามการประชุม ครม. โดยคาดหวังการเสนอมาตรการกระตุ้นการบริโภคเข้า ครม. ส่วนทางฝั่งสหรัฐฯ ติดตาม US Pending Home Sales เดือน เม.ย. คาด +1.0%m-m จาก +1.5%m-m ในเดือน พ.ค.
  • วันพุธ ติดตามการรายงานการประชุม FED รอบล่าสุด (FOMC Meeting Minutes) และฝั่งยุโรปเกาะติดดัชนี CPI ของยูโรโซน เดือน เม.ย. คาดที่ +3.0%y-y ส่วนจีนจะมีรายงาน Loan Prime Rate ของจีน อายุ 1 ปี และ 5 ปี คาดทรงตัวที่ 3.0% และ 5.0% ตามลำดับ
  • วันพฤหัส ติดตามตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของ US คาด +2.1 แสนราย น้อยกว่าสัปดาห์ก่อนที่ +2.11 แสนราย ยอดการเริ่มสร้างบ้าน US เดือน เม.ย. คาดที่ 1.41 ล้านยูนิต ลดลงจากเดือน มี.ค. ที่ 1.502 ล้านยูนิต รวมทั้ง US PMI ภาคการผลิต เดือน พ.ค. คาดที่ 53.7 จุด ลดลงจาก 54.5 ส่วนPMI ภาคบริการ เดือน พ.ค. คาดทรงตัวที่ 51.0 และPMI ภาคการผลิตและบริการของยูโรโซน เดือน พ.ค.
  • วันศุกร์ ติดตามดัชนีความเชื่อมั่นของสหรัฐฯ จาก ม.มิชิแกน เดือน พ.ค. คาดที่ 48.3 จุด
- Advertisement -