บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):
Ichitan Group (ICHI.BK/ICHI TB)*
ต้นทุนกดดันมาร์จิ้น ท่ามกลางอุปสงค์ที่อ่อนตัว – D/G ลงเป็นถือ
Event
ปรับลดคำแนะนำกับกำไรหลังประชุมนักวิเคราะห์ 1Q69 ซึ่งมีโทนเชิงลบ
Impact
ประเด็นสำคัญ ๆ ส่วนใหญ่แย่กว่าที่เราและตลาดคาดไว้ก่อนหน้า
i) (-) มูลค่าตลาดชาเขียวพร้อมดื่ม (RTD tea) 1Q69 ลดลง 6% YoY จากช่องทางการค้าแบบดั้งเดิม supermarket และ hypermarket อ่อนแอ โดยเราเชื่อว่าการหดตัวหลัก ๆ เกิดจากการสูญเสียส่วนแบ่ง ตลาดให้แกเครื่องดื่ม functional drinks และน้ำผลไม้ (Figure 1-2)
ii) (-) แนวโน้มโดยรวมอ่อนแอกว่าที่ทุกคนคาด โดยเบื้องต้นเราคาดว่ากำไรหลัก 2Q69F จะทรงตัวหรืออ่อนตัว QoQ ลง YoY (เดิมคาดโต QoQ เล็กน้อย) จาก GPM ที่ลดลง แม้ผลิตภัณฑ์ชาเขียวพร้อมดื่มและ non-tea products ใน เม.ย. 69 ของ ICHI จะเติบโตก็ตาม แต่โมเมนตัมช่วง พ.ค.–มิ.ย. น่าจะอ่อนแอกว่าคาด ซ้ำเติมด้วย ต้นทุน PET resin (~50% ของคชจ. COGS) ก็เพิ่มราว 30-40% เริ่มตั้งแต่ พ.ค. 69
iii) (-) แม้ขณะนี้ ICHI ยังคงเป้ารายได้ปี 2569F เติบโตที่ +12% YoY (+10% YoY ใน 1Q69) แต่เราเชื่อว่า บริษัทมีโอกาสปรับลดเป้าหมายหลังประกาศผลประกอบการ 2Q69 ตามผลิตภัณฑ์ RTD tea (70% ของยอดขายรวม) เติบโตต่ำลง รวมถึงผลการดำเนินงานกลุ่มส่งออกที่ต่ำกว่าคาด (18 ล้านบาท หรือเท่ากับ 1% ของเป้าทั้งปีนี้ที่ 180 ล้านบาท) และกลุ่ม OEM (13 ล้านบาทหรือเท่ากับ 1% ของเป้าทั้งปีนี้ที่ 530 ล้านบาท) แม้บริษัทจะปรับเพิ่มเป้ารายได้ธุรกิจน้ำด่างขึ้นเป็น 1.2 พันล้านบาท (จากเป้าเดิมที่ 1พันล้านบาท) นอกจากนี้ ICHI อยู่ระหว่างเจรจากับลูกค้า OEM จำนวน 2 ราย เพื่อผลิตน้ำด่างซึ่งอาจ นำไปสู่การแข่งขันที่สูงขึ้น แม้ขนาดตลาดจะขยายตัวก็ตาม
iv) (-) หลัง margin ถูกกดดันช่วงปลาย 2Q69F เราคาดว่า GPM ใน 3Q69F ก็จะยังอ่อนตัวลง QoQ อีกจาก ต้นทุนกดดันต่อเต็มไตรมาสและผลเชิงลบจากฤดูฝน
แนวโน้มเป็นอย่างไร…?
เราปรับลดกำไรหลักปี 2569-71F ลง 6-7% (Figure 3) บนสมมติฐานหลัก ๆ จาก GPM และการเติบโตของยอดขายจาก RTD tea และ OEM ที่ต่ำลง ก่อนที่บริษัทจะมีการทบทวนแผนอีกครั้ง หลังเราปรับกำไรลงใหม่ ทำให้กำไรหลักปี 2569F ของเราคาดจะลดลง 2% YoY กับรายได้ก็เติบโตต่ำเพียง 2% YoY (ต่ำกว่าเป้าของ ICHI ที่ 12% YoY) จากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นกดดัน แม้ธุรกิจน้ำด่างจะยังขยายตัวได้ดีก็ตาม
Valuation & action
เราปรับลดคำแนะนำ ICHI ลงเป็น “ถือ” จากซื้อ และปรับลดราคาเป้าหมายลงใหม่ที่ 13.70 บาท อิงจาก PE ปี 2569F ที่ 15x (-0.5SD) จากเดิม 14.50 บาท (PE ที่ 15x) ตามกำไรใหม่หลังปรับลดลง ขณะที่ กำไร 1Q69F น่าจะเป็นจุดพีคของปีนี้ไปแล้ว โดยที่ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ก็น่าจะเพิ่มชัดเจนขึ้นตั้งแต่ 2H69 กับการชะลอตัว HoH ตามฤดูกาล แต่อย่างไรก็ดี valuation ที่ไม่แพงและ dividend yield สูงราว ~7% ต่อปี น่าจะช่วยจำกัด downside risk ได้ ทั้งนี้ หากสงครามอิหร่านยุติลง จะส่งผลบวกต่อราคาหุ้นในระยะถัดไป
Risks
การแข่งขันเข้มข้น, เศรษฐกิจชะลอตัว, พฤติกรรมผู้บริโภคและต้นทุนวัตถุดิบต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไป








