บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):
Power Sector: เข้าสู่การ rerating รอบใหม่; U/G ขึ้นเป็น OW (Overweight Upgraded)
Event
ปรับเพิ่มน้ำหหนักลงทุนขึ้นเป็น “มากกกว่าตลาดฯ” และ idea call ของเรา
Impact
ปัจจุบันเราเห็นปัจจัยหนุนที่ชัดเจนขึ้น 3 ประการ ซึ่งอาจดันให้หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SPP เกิดการ rerating ช่วง 2H69 ได้แก่
i) ต้นทุนระยะสั้นเริ่มกดดันน้อยลง เมื่อ 24 พ.ค. 69 มีรายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่านใกล้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 60 วัน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มมีผล 5 มิ.ย. 69 โดยที่เงื่อนไขหลักคือการที่อิหร่านจะถอนทุ่นระเบิดทางทะเลและเปิดช่องแคบ Hormuz เพื่อให้การเดินเรือเป็นไปอย่างเสรีแลกกับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร การกลับมาส่งออกน้ำมันได้ และปลดล็อกสินทรัพย์มูลค่า US$20พันล้าน ที่ถูกอายัดไว้ หากข้อตกลงดังกล่าวได้ข้อสรุปเป็นทางการก็จะช่วยลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ลงและบรรเทาแรงกดดันต่อราคาน้ำมันและ LNG ในตลาดโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้ยังคงต้องรอการอนุมัติจากผู้นำสูงสุดของอิหร่านและยังไม่ได้มีการลงนามอย่างเป็นทางการก็ตาม ขณะที่ กลุ่ม SPP อย่าง Global Power Synergy (GPSC.BK/GPSC TB)* และ B. Grimm Power (BGRIM.BK/BGRIM TB)* ถือเป็นผู้ได้ประโยชน์เด่นที่สุดจากประเด็นดังกล่าวจากการวิเคราะห์ความอ่อนไหว (sensitivity analysis) ของเรา (Figure 9) นอกจากนี้ เรายังคาดว่าจะเห็นค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ และ bond yield ปรับตัวลดลงด้วย
ii) กระแส FDI เป็นบวกระยะกลาง เราคาดว่าไทยจะเข้าสู่รอบการลงทุนที่แข็งแกร่งในช่วง 1–3 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเพิ่มอุปสงค์การใช้ไฟฟ้า + ไอน้ำ หนุนจากมูลค่าคำขอการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่พุ่งขึ้นเกือบเท่าตัวต่อปีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะใน 1Q69 ที่มูลค่าคำขอฯ ได้แตะ 1.0 ล้านลบ. (+2.4x YoY) ซึ่งคิดเป็น 54% ของมูลค่าอนุมัติทั้งปี 2568 แล้วและ 86% ของคำขอทั้งหมดเกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจดิจิทัล ขณะเดียวกัน roadmap กลุ่มอุตสาหกรรม semiconductor ของไทยยังช่วยตอกย้ำศักยภาพด้านอุปสงค์ที่สอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI แม้ว่ากลุ่ม semiconductor จะคิดเป็นเพียงราว 4% ของคำขอ BOI ใน 1Q69 ก็ตาม (Figure 5)
iii) ความต้องการ capacity ระยะยาวจากแผน PDP2569 และการต่ออายุ PPA ผลจากการประชุมล่าสุดของเรากับผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชี้ว่าร่าง PDP ฉบับใหม่ของประเทศไทยอาจเปิดเผยได้เร็วสุดใน 3Q69 โดยที่คาดว่าแผนดังกล่าวจะสะท้อนอุปสงค์ capacity จากพลังงานหมุนเวียนในระดับสูง ควบคู่กับโรงไฟฟ้า conventional และการปรับปรุงระบบการจ่ายไฟฟ้าจากระบบจ่ายพลังงาน (grid) ให้ทันสมัยขึ้น ขณะนี้ ดูเหมือนว่า Gulf Development (GULF.BK/GULF TB)* จะเป็นผู้ได้ประโยชน์หลัก ส่วนภาวะขาดแคลนกังหันก๊าซ (gas turbine) ที่อาจเกิดขึ้นอาจนำไปสู่การต่ออายุ PPA ของกลุ่มโรงไฟฟ้า IPP และ SPP เดิม ซึ่งจะเป็นบวกต่อ GPSC จากพอร์ต capacity 3.1GW ที่จะหมดอายุช่วงปี 2571–80 ตามด้วย Ratch Group (RATCH.BK/RATCH TB)* ผ่าน RatchGen (3.7GW, 2568–70) โดยทุก 100MW เพิ่ม TP ของ GPSC 0.7–0.8 บาท/หุ้น และ RATCH 0.3–0.5 บาท/หุ้น นอกจากนี้ upside เพิ่มเติมอาจมาจาก พ.ร.ก. กู้เงินฉุกเฉินฉบับใหม่ปี 2569 ซึ่งจัดสรรวงเงิน 2. 00 แสนลบ. เพื่อเป็นทุนสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานโดยอาจช่วยหนุนการลงทุนพลังงานทดแทนและโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉระยะในระยะยาว
ในบรรดาผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าที่เราวิเคราะห์อยู่ GULF มีศักยภาพกู้ยืมได้สูงที่สุดในกลุ่มที่เกือบ 1 ล้านลบ. ตามด้วย GPSC ที่ราว 2 แสนลบ. ส่วนรายอื่นมีฐานะการเงินที่ตึงตัวกว่า แม้ความเสี่ยง leverage ยังถือว่าจัดการได้ จาก track record การลงทุนที่มีวินัย (Figure 3)
Valuation and action
เราปรับเพิ่มน้ำหนักลงทุนกลุ่มโรงไฟฟ้าขึ้นเป็น “มากกว่าตลาดฯ” จากเดิม “เท่ากับตลาดฯ” หนุนจาก catalyst หลัก 3 ประการ และ 3 หุ้นเด่นของเราช่วง 3Q69 ตามลำดับความชอบ โดยเราชอบ GPSC มากที่สุดจากผลกระทบของประเด็นสงครามได้สะท้อนในราคาหุ้นไปมากแล้ว ขณะที่ อุปสงค์จาก BOI และแผน PDP2569 ยังเป็น upside catalyst สำคัญ ส่วน GULF ตามมาเป็นอันดับสองจากสภาพคล่องที่แข็งแกร่งและ track record การดำเนินงานในประเทศที่โดดเด่น ขณะที่ BGRIM อยู่ในอันดับสาม โดยได้ประโยชน์จากอุปสงค์การใช้สาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้น แม้มีฐานะการเงินที่ตึงตัวกว่า เมื่อความเสี่ยงจากสงครามน่าจะผ่านจุดพีคไปแล้ว นักลงทุนควรมองข้ามกำไรปี 2569F ที่อ่อนแอ และให้น้ำหนักกับการเติบโตระยะยาวจากอุปสงค์ที่ขับเคลื่อนจาก BOI และแผน PDP ฉบับใหม่มากขึ้น
Risks
ปิดซ่อมบำรุงนอกแผน Q , ปัญหา cost overrun และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ย








