บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):
Hotel Sector RevPAR น่าจะผ่านจุดต่ำสุดในเดือนพฤษภาคม (Overweight‧Upgraded)
Event
ปรับเพิ่มน้ำหนักลงทุนกลุ่มโรงแรมขึ้นเป็น “มากกว่าตลาดฯ” และแนวโน้ม RevPAR
Impact
ผลกระทบสูงสุดจากสงครามน่าจะผ่านไปในช่วงเม.ย.–พ.ค. 69
ขณะนี้ เรามองกลุ่มโรงแรมเชิงบวกมากขึ้นจากที่เราเชื่อว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางน่าจะผ่านจุดพีคไปแล้ว ซึ่งจะช่วยให้ sentiment การเดินทางค่อย ๆ ดีขึ้น แม้ราคาน้ำมัน Jet A1 ยังสูงอยู่ราว US$162/bbl แต่ได้ลดลงมามากแล้วจากจุดสูงสุดใกล้ ๆ US$200/bbl (มี.ค. 69) หลังความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลาย การที่ราคาน้ำมันลดลงจะช่วยลดแรงกดดันด้านค่าตั๋วโดยสาร เพิ่มความสามารถในการทำกำไรของสายการบิน และช่วยให้ capacity เที่ยวบินค่อย ๆ ฟื้นตัวตั้งแต่ 3Q69F เป็นต้นไป ขณะที่ ข้อมูลจาก IATA ล่าสุดระบุว่ายอดจองตั๋วเดินทางทั่วโลกช่วง มิ.ย.–ก.ย. 69 ยังเพิ่มขึ้น 6% YoY แม้ยังจะได้รับผลกระทบจากความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นภูมิภาคที่เติบโตสูงสุดที่ +32% YoY สะท้อนอุปสงค์การเดินทางภายในภูมิภาคและ short-haul ที่ยังแข็งแกร่ง ดังนั้น เราเชื่อว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมตั้งแต่ต้นปีนี้ของไทย (1 ม.ค. – 17 พ.ค.) ที่ 12.9 ล้านคน (-3.3% YoY) จะหนุนให้นักท่องเที่ยว short-haul เติบโตต่อเนื่อง ซึ่งยังคงใกล้เคียงกับประมาณการทั้งปีนี้ของเราที่ 31.3 ล้านคน (-5% YoY)
ยอดจองล่วงหน้าเริ่มฟื้นตัวช่วง พ.ค.–มิ.ย. 69
กลุ่มโรงแรมชะลอตัวชัดเจนช่วง เม.ย.–พ.ค. 69 หลังความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่านยังมีอยู่ โดยเฉพาะจากอุปสงค์การเดินทางระหว่างประเทศที่อ่อนตัว อัตราการเข้าพัก (occupancy rate) ลดลง และอัตราค่าห้องพัก (room rate) ถูกกดดัน แต่แนวโน้ม RevPAR ของหลายบริษัทฯ ก็ยังถือว่าแข็งแกร่งอยู่ โดย The Erawan Group (ERW.BK/ERW TB)* แจ้งว่า RevPAR เดือน เม.ย. 69 เติบโต +5% YoY, Asset World Corporation (AWC.BK/AWC TB)* +3% แ ล ะ Minor International (MINT.BK/MINT TB)* +2% ในทางกลับกัน ผู้ประกอบการที่มีสัดส่วนนักท่องเที่ยวเดินทาง long-haul สูง อย่าง Central Plaza Hotel (CENTEL.BK/CENTEL TB)* แ ล ะ S Hotels and Resorts (SHR.BK/SHR TB) น่ าจ ะ มี RevPAR ที่อ่อนแอกว่า อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่า RevPAR น่าจะผ่านจุดต่ำสุดใน 2Q69F และจะค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นใน 3Q69F หนุนจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ลดลง ราคาน้ำมันต่ำลง ความสามารถในการรองรับเที่ยวบินได้ดีขึ้น และฐานปีก่อนต่ำ
คาดกำไร 2Q69F กลุ่มโรงแรมจะคละกัน
เราคงประมาณการกำไรรวมกลุ่มโรงแรมปี 2569F ที่ 1.61 หมื่นล้านบาท (+7% YoY) แต่ระยะสั้นคาดกำไร 2Q69F จะยังแตกต่างกันในแต่ละบริษัท โดยที่บริษัทที่มีสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยว short-haul สูง ได้แก่ AWC*, ERW* และ MINT* น่าจะยังสามารถคงการเติบโต YoY ได้แข็งแกร่ง แต่ กำไรของ CENTEL* และ SHR น่าจะถูกกดดันจากการดำเนินงานในมัลดีฟส์และไทยที่อ่อนตัว รวมถึงผลของฐานปีก่อนสูง มองต่อไปเราคาดว่ากำไรรวมกลุ่มโรงแรมจะเริ่มฟื้นตัวชัดเจนขึ้นตั้งแต่ 3Q69F เป็นต้นไป ตามอุปสงค์การเดินทางระยะไกล (long-haul) ค่อย ๆ ฟื้นตัวและ sentiment นักเดินทางที่ดีขึ้น
Valuation & action
เราปรับเพิ่มน้ำหนักลงทุนกลุ่มโรงแรมขึ้นเป็น “มากกว่าตลาดฯ” จากเดิม “เท่ากับตลาดฯ” เพราะเราเชื่อว่าแนวโน้ม RevPAR น่าจะผ่านจุดต่ำสุดใน 2Q69F และจะค่อย ๆ ฟื้นตัวตั้งแต่ 3Q69F เป็นต้นไปหนุนจาก i) ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ผ่อนคลายลง ii) ราคาน้ำมันลดลง และ iii) capacity สายการบินฟื้นตัว ในอดีตพบว่าราคาหุ้นกลุ่มโรงแรมมักเคลื่อนไหวตามการฟื้นตัวของ RevPAR โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เน้นธุรกิจในประเทศไทย พอหลังจาก RevPAR ได้ผ่านจุดต่ำสุดใน 2Q68 ไปแล้ว ราคาหุ้นกลุ่มโรงแรมก็พุ่งขึ้น 10–40% ภายใน 6 เดือน แม้กำไรระยะสั้นใน 2Q69F จะยังถูกกดดันอยู่ แต่ valuation ของกลุ่มได้ปรับฐานลงมาแล้วราว 6–18% และปัจจุบันซื้อขายด้วยค่าเฉลี่ยในอดีตของ EV/EBITDA ที่ -1SD ซึ่งเราเชื่อว่าได้สะท้อน downside risks ไปมากแล้ว ทั้งนี้ เรายังคงชื่นชอบ ERW* (แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 3.20 บาท) และ MINT* (แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 28.50 บาท) จากแนวโน้ม RevPAR ที่แข็งแกร่งและคาดกำไรจะเติบโตต่อเนื่อง YoY
Risks
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้ออาจกดดันอุปสงค์การเดินทางและต้นทุนต่างๆ สูงขึ้น.
INDUSTRY UPDATE Thailand
Hotel Sector
Sirilak Konwai
66.2658.8888 Ext. 8852
sirilakk@kgi.co.th







