บล.ฟิลลิป:
FOOD SECTOR: คาดราคาสุกรฟื้น 2H69
ภาพรวมผลประกอบ 1Q69 หดตัว y-y จากฐานสูง
ภาพรวมผลประกอบการของกลุ่มอาหารในไตรมาส 1/2569 ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปีก่อนมีฐานกำไรที่สูงผิดปกติ โดย CPF รายงานกำไรสุทธิ 4.8 พันล้านบาท ลดลง 43% y-y โดยถูกกดดันจากราคาสุกรในประเทศไทยที่ปรับฐานลดลง และกำไรจากบริษัทร่วมในจีนที่ลดลงจากราคาสุกรที่ต่ำ, BTG รายงานกำไรสุทธิ 1 พันล้านบาท ลดลง 47.1% y-y สาเหตุหลักมาจากฐานกำไรที่สูงในปีก่อนและราคาเนื้อสัตว์ในประเทศที่ย่อตัวลง GFPT กำไรสุทธิอยู่ที่ 517 ล้านบาท ลดลง 19% y-y จากปริมาณการส่งออกที่ลดลงเนื่องจากการหายไปของการส่งออกเท้าไก่ไปยังประเทศจีน อีกทั้งส่วนแบ่งกำไรของบริษัทย่อยที่ลดลง อย่างไรก็ตาม TFG สามารถรายงานกำไรสุทธิที่ 2.04 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% y-y ซึ่งแข็งแกร่งกว่าคาดเนื่องจากการขยายสาขาร้านค้าปลีกและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ
คาด 2Q69 ฟื้นตัว q-q ตามราคาเนื้อสุกร แต่หดตัว y-y จากฐานสูง
คาดแนวโน้มผลประกอบการ 2Q69 มีโอกาสฟื้นตัว q-q จากการเข้าสู่ช่วง High Season ของการบริโภคและการส่งออก และราคาเนื้อสุกรในประเทศไทยที่ฟื้นตัวในเดือน เม.ย. มาที่ระดับ 68 บาท/กก. อย่างไรก็ดีการฟื้นตัวยังจำกัด โดยในเดือน พ.ค. ชะลอตัวลงมาที่ 65 บาท/กก. และคาดในช่วงที่เหลือในไตรมาสจะทรงตัวหรืออ่อนตัวลงเนื่องจากผลกระทบของอุปสงค์ที่ยังอ่อนแอและความกังวลเรื่องโรคระบาดทำให้ผู้เลี้ยงรายย่อยเร่งขายสุกรเพื่อลดความเสี่ยง อีกทั้งยังมีความกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ด้านต้นทุนอาหารสัตว์เริ่มเห็นความท้าทายจากราคาข้าวโพดและกากถั่วเหลืองที่เริ่มปรับตัวขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยกดดันจากค่าระวางเรือและราคาน้ำมันดิบตัวสูงขึ้นตามปัญหาภูมิรัฐศาสตร์กดดันอัตรากำไร และหากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนคาดจะเห็นการหดตัว y-y เนื่องจากฐานกำไรที่สูงมากใน 2Q68
คาดจะเห็นการฟื้นตัวของราคาสุกรใน 2H69 อย่างมีนัยยะ
คาดการณ์ว่าราคาสุกรจะกลับมาฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 จากอุปทานที่ลดลง โดยในประเทศไทยอุปทานสุกรมีแนวโน้มลดลงจากการที่เกษตรกรรายย่อยลดปริมาณแม่พันธุ์และสภาพอากาศที่ร้อนจัดส่งผลให้สุกรเติบโตช้า ส่วนประเทศจีนภาครัฐมีนโยบายภาครัฐที่มุ่งลดปริมาณแม่พันธุ์สุกรเพื่อแก้ปัญหาอุปทานล้นตลาด ซึ่งจะช่วยหนุนให้ราคาฟื้นตัวชัดเจนขึ้นในครึ่งปีหลัง
ให้น้ำหนักการลงทุน “ลงทุนเท่ากับตลาด” เลือก TFG เป็น Top pick
เราคงน้ำหนักการลงทุนของกลุ่มอาหารที่ “เท่ากับตลาด” เนื่องจากภาพรวมยังมีความเสี่ยงจากต้นทุนที่ผันผวน แต่เราเลือก TFG เป็น Top Pick เนื่องจากเป็นบริษัทในกลุ่มที่คาดว่าจะสามารถเติบโตได้ท่ามกลางความเสี่ยง จากการขายสินค้าผ่านร้านปลีกของตัวเองทำให้สามารถขายเนื้อสัตว์ได้ในราคาที่สูงกว่าตลาดและขจัดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา ประกอบกับกลยุทธ์การขยายร้าน “ไทยฟู้ดส์ เฟรชมาร์เก็ต” อย่างต่อเนื่องตั้งเป้าเปิดครบ 850 สาขาในปีนี้







