บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):

Beverage Sector (Neutral)

กำไรผ่านจุดพีคใน 1Q69 ไปแล้ว – รอ Catalysts ใหม่

Event 

แนวโน้มกลุ่มอุตสาหกรรมสู่มาร์จิ้นที่แคบลง (ต้นทุนพุ่งขึ้นเทียบรายได้จำกัด) หลัง 1Q69 เป็นจุดพีค 

Impact 

แนวโน้มโมเมนตัมกำไรอ่อนแอลงหลังจาก 1Q69 แข็งแกร่ง 

ข้อมูลที่ได้รับหลังประชุมนักวิเคราะห์ชี้แจงงบ 1Q69 ยืนยันมุมมองของเราว่า 1Q69 น่าจะเป็นไตรมาสที่แข็งแกร่งที่สุดและเป็นกำไรที่สะท้อนภาวะปกติมากที่สุดของกลุ่มในปี 2569 เราคาดว่ากำไรจะเริ่มลดลงทั้ง QoQ และ YoY ตั้งแต่ 2Q69F เป็นต้นไป จากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและอุปสงค์เครื่องดื่มอ่อนตัวลง อีกทั้ง ปกติกำไร 2H69 มักจะอ่อนแอกว่า 1H69 (HoH) จากฤดูฝนใน 3Q69 และการปิดซ่อมบำรุงใน 4Q69 แม้ช่วง 4Q69 จะหนุนจากเทศกาลเฉลิมฉลองปลายปีซึ่งช่วยดันยอดขายเครื่องดื่มชูกำลัง สุรา และผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลก็ตาม ขณะนี้ เรายังคงระมัดระวังต่อกลุ่มนี้จาก i) ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้น ii) guidance จากผู้บริหารส่วนใหญ่ด้านต้นทุนยังจำกัด iii) การสูญเสียโมเมนตัมยอดขายต่างประเทศ (นำโดยกัมพูชา) และ iv) การบริโภคภายในประเทศที่อ่อนแอท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น  

เครื่องดื่มชูกำลัง – การสำรวจภาคสนามสะท้อนการแข่งขันด้านราคาที่ยังรุนแรงอยู่ 

จากการลงสำรวจร้านสะดวกซื้อ (CVS) รายใหญ่ล่าสุดของเรา พบว่าการแข่งขันในตลาดเครื่องดื่มชูกำลังยังคงรุนแรงอยู่และแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากการสำรวจเมื่อ มี.ค. 69 ขณะที่ Osotspa (OSP.BK/OSP TB)* ยังคงจัดโปรโมชั่น “2 ขวด 22 บาท” จากสินค้าหลักราคาปกติที่ 12 บาท/ขวด ส่วนกระทิงแดง (TCP) ยังคงโปรโมชั่น “2 ขวด 18 บาท” หลังจากปรับลดราคาสินค้าหลักกลับมาที่ 10 บาท/ขวด เมื่อต้นปีนี้ ด้าน Carabao Group (CBG.BK/CBG TB)* ก็จัดแคมเปญส่งเสริมการขายในลักษณะเดียวกัน ผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่าการแข่งขันด้านราคายังคงรุนแรง ทำให้ผู้ผลิตมีพื้นที่จำกัดในการผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภค ขณะเดียวกัน กลยุทธ์ Premiumization ยังไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจนได้ เพราะผู้บริโภคยังคงอ่อนไหวต่อราคาท่ามกลางสภาพแวดล้อมการใช้จ่ายที่อ่อนแออยู่ จุดที่น่าสนใจคือมูลค่าตลาดเครื่องดื่มชูกำลังไทยเพิ่มขึ้นเพียง 1.8% YTD ณ มี.ค. 69 โดยยังไม่มีข้อมูลส่วนแบ่งตลาดของผู้เล่นหลักแต่ละราย ขณะที่ เราคาดว่ามูลค่าตลาดจะกลับมาหดตัว YoY ตั้งแต่ 2Q69 เป็นต้นไป  

แรงกดดันต่อมาร์จิ้นระลอกถัดไปมาจากต้นทุนใน 2Q69 

แม้ว่านักลงทุนจะให้ความสนใจกับความขัดแย้งในอิหร่านเป็นหลัก แต่เรามองว่าการเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบต่าง ๆ  เป็นความเสี่ยงต่อกำไรอย่างมีนัยสำคัญมากกว่าสำหรับ ICHI, CBG และ OSP ตั้งแต่ช่วงปลาย 2Q69 เป็นต้นไป ถึงแม้ว่าต้นทุนวัตถุดิบส่วนใหญ่ของ 1H69 จะถูกล็อกราคาต้นทุนไว้แล้ว แต่ภาวะอุปทานที่ตึงตัวกำลังผลักดันให้ซัพพลายเออร์ทยอยปรับขึ้นนราคา โดยที่ปัจจัยกดดันหลักประกอบด้วย ต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้น ราคาอะลูมิเนียมที่อยู่ใกล้จุดสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี (+27% YoY) และราคา PET resin ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน ราคาน้ำตาลยังถือว่าอยู่ในระดับที่เป็นใจ (-14% YoY YTD) ผลการวิเคราะห์ของเราชี้ว่า การเพิ่มขึ้จของต้นทุนวัตถุดิบหลักทุก ๆ 10% อาจส่งผลให้กำไรปี 2569F ของบริษัทในกลุ่มลดลงไปราว 2-6% เมื่อมองไปใน 2H69 เราคาดว่าราคาน้ำตาลจะกลายเป็นประเด็นหลักที่ตลาดจับตาจากผลกระทบจากภาวะ El Niño ที่อาจก่อให้เกิดภัยแล้งในหลายประเทศของเอเชียตั้งแต่ 3Q69 เป็นต้นไป ซึ่งอาจพลิกสถานการณ์อุปทานส่วนเกินในปัจจุบันและกลายเป็นแรงกดดันต้นทุนรอบใหม่ของผู้ผลิตเครื่องดื่ม  

Valuation and action 

เรายังคงให้น้ำหนักลงทุนกลุ่มเครื่องดื่ม “เท่ากับตลาดฯ” จากยังมีความไม่แน่นอนที่มาร์จิ้นจะกดดันกำไรจากต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นและรายได้ชะลอตัว ส่วน valuation ของกลุ่มเริ่มน่าสนใจลดลง โดย P/E เพิ่มขึ้นราว 1-2x เท่า นับตั้งแต่ มี.ค. 69 จากการปรับลดกำไรลงเกิดขึ้นเร็วกว่าราคาหุ้นที่ลดลง เรายังคงไม่มีหุ้นเด่นในกลุ่มและคงคำแนะนำ “ถือ” หุ้นทั้งหมดที่เราวิเคราะห์อยู่ จากกำไรน่าจะผ่านจุดพีคไปแล้วใน 1Q69 และปัจจัยลบส่วนใหญ่ได้สะท้อนในราคาหุ้นไปมากพอสมควรแล้ว โดยที่ลำดับความชื่นชอบของเราคือ OSP (valuation ไม่แพง อัตราการทำกำไรแข็งแกร่งและคาด dividend yield สูง) รองลงมาด้วย ICHI (valuation และ dividend yield น่าสนใจ) และ CBG (valuation สูงกว่า และกำไรมีความเสี่ยงมากกว่า) การปรับมุมมองเป็นเชิงบวกมากขึ้นต่อกลุ่มนี้จะต้องอาศัยปัจจัยหนุนหลักจากราคาต้นทุนวัตถุดิบลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การแข่งขันผ่อนคลายลงพร้อมกับการใช้จ่ายผู้บริโภคฟื้นตัวชัดเจน  

Risks 

การแข่งขันเข้มข้น, เศรษฐกิจชะลอตัว, พฤติกรรมผู้บริโภคและต้นทุนวัตถุดิบต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไป 

- Advertisement -