KS Daily View 19 มิ.ย. 2026>>> ประเมินกรอบของ SET index ที่ 1,570-1,600 จุด ข้อตกลงสันติภาพ สหรัฐฯ-อิหร่านมีผลอย่างเป็นทางการ ผสาน S&P คง rating ไทย เป็นบวก แต่ระยะสั้นระวังปรับดัชนี FTSE ท้ายตลาด กลยุทธ์ย่อตั้งรับหุ้นกำไรดี โดยวันนี้แนะนำ CPALL, STECON
การลงทุนสัปดาห์นี้: SET index วานนี้ปิดตลาดที่ 1,585.06 ลดลง 2.01 จุด (-0.13%) แรงขายกลุ่มไฟแนนซ์ สลับซื้อกลุ่มธนาคาร โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทยสุทธิต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 อีก 2,056 ลบ. ส่วนวันนี้ประเมิน SET index แกว่งในกรอบ 1,570-1,600 จุด ข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว โดยการขนส่งทางเรือเริ่มกลับมาผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ด้านสหรัฐฯ ประกาศยุติมาตรการปิดล้อมที่เคยใช้ก่อนหน้านี้ ส่วนอิหร่านให้เรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมเป็นเวลา 60 วัน และคาดการจราจรทางเรือจะกลับสู่ภาวะปกติภายใน 30 วันข้างหน้า เป็นบวกต่อภาพตลาด ส่วนปัจจัยในประเทศ วานนี้ S&P คงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ BBB+ พร้อมมุมมองมีเสถียรภาพ โดยคาด GDP ปีนี้ที่ 2% และคาดช่วง 2569-72 โตเฉลี่ย 2.3% มองการเมืองมีเสถียรภาพ ฐานะการเงินต่างประเทศและทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง เป็นโมเมนตัมบวกเพิ่มเติม แต่อย่างไรก็ดีสำหรับท้ายตลาดวันนี้จะมีการปรับดัชนี FTSE ซึ่งรอบนี้คาดเม็ดเงินไหลออกราว 5.5 พันล้านบาท อาจเป็นปัจจัยกดดันระยะสั้น
โดยกลยุทธ์ยังเน้นย่อสะสมหุ้นที่แนวโน้มผลประกอบดี โดยวันนี้แนะนำ CPALL, STECON
ประเด็นสำคัญที่เป็นกระแสในช่วงนี้และมีผลต่อการลงทุน:
- S&P Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือประเทศไทยที่ BBB+ พร้อมมุมมอง Stable Outlook โดยมองเศรษฐกิจไทยปี 2569 เติบโต 2.0% ก่อนฟื้นตัวเฉลี่ย 2.3% ในช่วงปี 2569-72 จากเสถียรภาพทางการเมือง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และโครงการ EEC ขณะที่ฐานะการเงินต่างประเทศยังแข็งแกร่งจากดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลและทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง แม้ยังมีความท้าทายจากการขาดดุลการคลังและความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกก็ตาม ถือเป็นโมเมนตัมบวกต่อ SET โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร รับเหมาก่อสร้าง นิคมอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน
- สภาพัฒน์อยู่ระหว่างทบทวนฉากทัศน์เศรษฐกิจไทยช่วง 2H69 หลังสหรัฐและอิหร่านลงนาม MOU สันติภาพ ซึ่งช่วยให้ราคาน้ำมันโลกปรับลดลงและลดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก โดยยังคงประมาณการ GDP ไทยปี 2569 ที่ 1.4-2.0% และจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในช่วง 60 วันข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงสำคัญในการประเมินเสถียรภาพของข้อตกลงและทิศทางราคาพลังงาน ขณะที่ความเสี่ยงภาวะ Stagflation เริ่มลดลงแต่ยังต้องเฝ้าระวังความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจกลับมาปะทุได้อีก ถือเป็นบวกต่อ SET โดยเฉพาะกลุ่มขนส่ง ท่องเที่ยว ค้าปลีก โรงไฟฟ้า และผู้บริโภคในประเทศ จากแนวโน้มราคาน้ำมันที่ลดลง ช่วยลดต้นทุนและแรงกดดันเงินเฟ้อ พร้อมเพิ่มโอกาสฟื้นตัวของกำลังซื้อใน 2H69
- ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 วงเงิน 10,300 ล้านบาท จากหน่วยงานที่เบิกจ่ายไม่ทัน โดยหลักมาจากกระทรวงคมนาคม มหาดไทย และเกษตรฯ เพื่อนำไปสมทบงบกลางสำหรับภารกิจจำเป็น อาทิ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม โครงการพืชสวนโลก และรองรับเหตุฉุกเฉินในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ ทั้งนี้เตรียมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 25 มิ.ย.นี้ ถือเป็นบวกเล็กน้อยต่อกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐาน และนิคมอุตสาหกรรม สะท้อนการเร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐ
- อุตสาหกรรมโฆษณาไทยช่วง 5 เดือนแรกปี 2569 หดตัว 4.48% YoY จากเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่อ่อนแอ โดยเม็ดเงินโฆษณายังคงไหลจากสื่อดั้งเดิม โดยเฉพาะทีวี ไปยังแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้สื่อไทยลดลง ขณะที่ข้อมูลผู้บริโภคและมูลค่าทางเศรษฐกิจส่วนหนึ่งถูกส่งออกไปยังบริษัทเทคโนโลยีต่างประเทศ แม้ครึ่งปีหลังคาดได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการฟื้นตัวของการบริโภค ถือเป็นโมเมนตัมลบต่อกลุ่มสื่อดั้งเดิม โดยเฉพาะทีวีดิจิทัลและผู้ประกอบการสื่อที่พึ่งพารายได้โฆษณา ขณะที่กลุ่มสื่อนอกบ้าน (OOH) และผู้ให้บริการโฆษณาดิจิทัลยังมีแนวโน้มเติบโตดีกว่าตลาด
หุ้นแนะนำวันนี้ Top pick:
CPALL: ราคาพื้นฐาน 57.20 บาท
- SSSG 1Q69 แข็งแกร่งที่ +1.9% หนุนจากแคมเปญฤดูกาล อากาศร้อน และมูลค่าต่อบิลสูงขึ้น ส่วน SSSG เดือน เม.ย. และ พ.ค. ยังดี ที่ระดับ +2% และ +1% ตามลำดับ ขณะที่ผลกระทบจากกัมพูชายังจำกัด และบริษัทคงเป้ากำไรปี 2569 โต 10% YoY
- เดินหน้าดันสินค้าอาหารพร้อมทานพรีเมียม-สินค้าใหม่ เพื่อเพิ่มจำนวนลูกค้าและมาร์จิ้น พร้อมได้แรงหนุนจากต้นทุนการเงินลดลงหลังออกหุ้นกู้ดอกเบี้ยต่ำ 1.5 หมื่นลบ.
- ราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบมหภาคไปมากแล้ว ปัจจุบันซื้อขายที่ PER 69 เพียง 13.8 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตค่อนข้างมาก ขณะที่กำไรยังเติบโตสม่ำเสมอ
STECON: ราคาพื้นฐาน 20.62 บาท
- คาดกำไร 2Q69 โตแรง YoY จากเงินปันผล GULF และการเร่งตัวของงานก่อสร้าง พร้อมมองบวกต่อโอกาสได้งานใหม่ครึ่งปีหลัง ทั้งโครงการรัฐและ Data Center
- เข้าสู่ช่วงฤดูกาลเบิกจ่ายงบประมาณ หนุนการเปิดประมูลโครงการต่างๆ ใน 2H26 เช่น รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 2, โครงการมอเตอร์เวย์ M5 & M9 หนุน Backlog เพิ่มเติม
- ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายสู่ระดับ 20.62 บาท โดยปรับตัวคูณ PBV จากระดับ 1.0 เท่า เป็น 1.8 เท่า เพื่อสะท้อนวัฏจักรขาขึ้นของกลุ่ม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโอกาสในการได้รับ backlog ใหม่และแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่ง
รายงานตัวเลขเศรษฐกิจ
- วันศุกร์ ติดตามเงินเฟ้อ CPI ญี่ปุ่น พ.ค. คาดที่ +1.5%YoY ขึ้นจาก +1.4%YoY









