บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):
Contractor Sector แนวโน้มการลงทุนภาครัฐและเอกชนเป็นใจ (Overweight Maintained)
Event
แนวโน้มอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้าง
Impact
แนวโน้มการลงทุนสดใส
การลงทุนภาคเอกชนรายเดือนของไทยได้ขยายตัวในอัตราเลขสองหลักติดต่อกัน 4 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค. +12% YoY, ก.พ. +20% YoY, มี.ค. +25.8% YoY และ เม.ย +12.5% YoY) ขณะที่ การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (capital formation) ช่วง 4Q68 และ 1Q69 เติบโต 8.1% และ 9.9% ตามลำดับ หนุนจากการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโต 6.5% และ 10.1% ส่วนการลงทุนภาครัฐก็เติบโต 13.3% และ 9.4% ตามลำดับ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI มูลค่าสูงกว่า 1 ล้านลบ.ต่อปีตั้งแต่ปี 2567 ถึงต้นปี 2569 โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนประเภท FDI ซึ่งนำโดยการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (จากศูนย์ข้อมูล (data centers) และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก) รวมถึงกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมยานยนต์
โครงการภาครัฐและเอกชนที่เตรียมเปิดประมูล
ปัจจุบัน CK* ซึ่งมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (net gearing) ที่ราว 1x พร้อมจะเข้าประมูลงานภาครัฐใหม่ได้หลายโครงการ ได้แก่ โครงการทางพิเศษ M9 มูลค่า 5.60 หมื่นลบ. โครงการทางพิเศษ M5 มูลค่า 3 หมื่นลบ. โครงการกะทู้–ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต มูลค่า 1.06 หมื่นลบ. โครงการทางด่วนยกระดับมูลค่า 3.50 หมื่นลบ. งานระบบเครื่องกลและไฟฟ้า (M&E) ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ มูลค่า 3 หมื่นลบ. โครงการขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิฝั่งตะวันออก มูลค่า 1.30 หมื่นลบ. และโครงการขยายอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอน มูลค่า 1 หมื่นลบ. ด้าน STECON ตั้งเป้าประมูลงานภาคเอกชนรวมมูลค่า 7.35 หมื่นลบ. ประกอบด้วย โครงการ data centers ใหม่ 3 แห่งมูลค่า 2.25 หมื่นลบ. อาคารพาณิชย์ 5 โครงการมูลค่า 3.40 หมื่นลบ. รวมทั้งโครงการโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรม นอกจากนี้ STECON* ยังสามารถร่วมพัฒนาโครงการภาครัฐร่วมกับ CK ได้อีกด้วย ขณะที่ STECON มีแผนออกหุ้นกู้มูลค่าสูงสุด 2 หมื่นลบ. เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในช่วงที่วัฏจักรการลงทุนเป็นช่วงขาขึ้น โดยที่ ณ สิ้น 1Q69 มูลค่างานรับเหมาฯในมือ (backlog) ของ CK และ STECON อยู่ที่ 1.57 แสนลบ. และ 1.23 แสนลบ. ตามลำดับ ซึ่งเพียงพอรองรับการรับรู้รายได้ในอีกราว 3–4 ปีข้างหน้า
แนวโน้มกำไร
โดยปกติช่วง 2Q–3Q ถือเป็นฤดูกาลที่ CK ทำกำไรได้สูงจากการรับรู้เงินปันผลจาก TTW (TTW.BK/TTW TB) และส่วนแบ่งกำไร (share of profit) จากทั้ง Bangkok Expressway and Metro (BEM.BK/BEM TB)* และ CK Power (CKP.BK/CKP TB)* แต่อย่างไรก็ตาม เรามองว่าประมาณการกำไรปี 2569F ของ CKP ยังมี downside risks จากความเสี่ยงที่ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) จะเกิดขึ้นเร็วกว่าคาด ด้าน STECON เราคาดว่ากำไร 2Q69F จะเป็นจุดพีคของปีหนุนด้วยเงินปันผลจาก Gulf Dev (GULF.BK/GULF TB)* ที่สูงเป็นพิเศษราว 3.25 บาทต่อหุ้นคิดเป็นมูลค่าราว 736 ลบ. แต่หากไม่รวมผลของเงินปันผลพิเศษจาก GULF เราคาดว่ากำไรปกติรวมของทั้งสองบริษัทจะเติบโตเฉลี่ยราว 6% ต่อปีในปี 2569F–2570F แม้ก่อนหน้านี้เราได้ปรับลดประมาณการกำไรปี 2569F ลงอย่างระมัดระวังเพื่อสะท้อนความเสี่ยงจากต้นทุนกดดันท่ามกลางราคาพลังงานที่สูง แต่อย่างไรก็ดี ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ผ่อนคลายลงในระยะหลัง ส่งผลให้ราคาน้ำมันร่วงลงอย่างมีนัยยะ ซึ่งทำให้ประมาณการกำไรของเราอาจมี upside
Valuation & Action
เราให้คำแนะนำ “ซื้อ” CK ราคาเป้าหมาย 23.00 บาท อิงจาก P/E ที่ 18x (-0.5 S.D) ส่วน STECON ก็ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” เช่นกัน ราคาเป้าหมาย 16.40 บาท (อิงจากค่าเฉลี่ย P/E ที่ 20x) หากเราตั้งสมมติให้ P/E ปรับเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งระดับ ราคาเป้าหมายใหม่ของทั้ง CK และ STECON จะเพิ่มขึ้นเป็น 31.00 บาท และ 20.50 บาท ตามลำดับ ทั้งนี้ เราจึงยังคงให้น้ำหนักลงทุนกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง “มากกว่าตลาดฯ”
Risks
ความรวดเร็วในอัตราการเติบโตของ GDP ความล่าช้าจากการอนุมัติของคณะรัฐมนตรีและการเริ่ม ดำเนินการโครงการใหม่ ๆ การแก้ไขสัญญาต่าง ๆ การปรับเปลี่ยนฎระเบียบต่าง ๆ รวมถึงการพิ่มขึ้น ของอัตราดอกเบี้ย ราคาค่าวัสดุก่อสร้างสูงขึ้นและการปรับเพิ่มขึ้นของค่าแรงงานขั้นต่ำ







