บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):
C.P. Axtra PCL (CPAXT.BK/CPAXT TB)
ประมาณการ 2Q69F: ถูกกดดันจากการจับจ่ายใช้สอยที่อ่อนแอ (Neutral‧Maintained)
Event
เราคาดว่ากำไรสุทธิของ CPAXT ใน 2Q69F จะอยู่ที่ 2 พันล้านบาท (-12% YoY, -28% QoQ) เนื่องจากอุปสงค์ที่อ่อนแอ และ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทำให้ margin ถูกบีบ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้กำไรในงวด 1H69 อยู่ที่ 4.8 พันล้านบาท (-2% YoY) และ คิดเป็น 51% ของประมาณการกำไรเต็มปีของเรา
Impact
SSSG อ่อนแอทั้งในธุรกิจ B2B และ B2C
จากปัจจัยที่ไม่เอื้ออำนวย ซึ่งได้แก่ i) การจับจ่ายใช้สอยที่อ่อนแอ ii) อุปสงค์ที่ร่นเข้ามา (pull-in demand) ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนเพื่อตุนสต็อก iii) การบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปเพราะมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล (ไทยช่วยไทยพลัส) เราจึงคาดว่า same-store-sales จะติดลบเป็นเลขหลักเดียวต่ำ ๆ ทั้งในธุรกิจ B2B (-2%) และ B2C (-3%) อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทยังเดินหน้าขยายสาขาร้าน และ การเข้าซื้อกิจการ Lucky Frozen ใน 3Q68 น่าจะมีน้ำหนักมากกว่า SSSG ที่ติดลบ และ หนุนให้ยอดขายใน 2Q69 อยู่ที่ 1.25 แสนล้านบาท (+2% YoY, -4% QoQ) โดยคาดว่าทั้งธุรกิจ B2B และ B2C จะโตประมาณ 1-2% YoY
margin ถูกบีบ และ ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
เราคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจากการขายสินค้าใน 2Q69F จะอ่อนแออยู่ที่ 14% (-30bps YoY, -10bos QoQ เนื่องจาก i) margin ของธุรกิจ B2B ลดลง 20bps YoY เพราะ product mix เปลี่ยนไปจากการตุนสต็อก และ อุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากร้านค้าปลีกอาหารเน้นไปที่อาหารแห้ง (ซึ่งตามปกติแล้วจะมี margin ต่ำกว่า), ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น และ การจัดแคมเปญส่งเสริมการขาย และ ii) margin ของธุรกิจ B2C ลดลง 30bps YoY เนื่องจากต้นทุนพลังงานสูงขึ้น และ มีการจัดแคมเปญส่งเสริมการขาย ในขณะเดียวกัน เราคาดว่าค่าใช้จ่าย SG&A จะเพิ่มขึ้น 4% YoY (สูงกว่าอัตราการเติบโตของยอดขาย YoY) ซึ่งสะท้อนถึงต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และ ค่าใช้จ่ายบางรายการที่เกี่ยวข้องกับการขยายธุรกิจ ทำให้สัดส่วน SG&A ต่อยอดขายของธุรกิจ B2B อยู่ที่ 10.6% และ ของธุรกิจ B2C อยู่ที่ 18.4%
ยังต้องจับตาดูกันต่อไป
เรายังคงมองว่ามีบางปัจจัยที่ยังต้องติดตามดูกันต่อไป ซึ่งได้แก่ i) อุปสงค์ที่แผ่วจากการจับจ่ายใช้สอยที่อ่อนแอ และ การบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปเพราะมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล ii) margin ที่ถูกบีบสะท้อนถึงต้นทุนที่สูงขึ้น และ การจัดแคมเปญส่งเสริมการขายเพื่อเพิ่มจำนวนลูกค้าเข้าห้าง iii) การคุมต้นทุน และ การบริหารจัดการอุปทาน iv) ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการ Happitat และ v) ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มจะสูงขึ้นจากการเข้าซื้อบริษัท The Food Purveyors ในมาเลเซียมูลค่าประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท และ ค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นหลังการเข้าซื้อกิจการ ทั้งนี้ เราคาดว่าผลประกอบการของ CPAXT ใน 3Q69 จะอ่อนแอเพราะจะได้รับผลกระทบเต็มที่จากมาตรการไทยช่วยไทยพลัส แต่น่าจะฟืนตัวขึ้นได้บ้างใน 4Q69 จากผลของปัจจัยฤดูกาล
Valuation
เรายังคงราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569F ไว้ที่ 16.00 บาท อิงจาก PER ที่ 18.0x (ค่าเฉลี่ยในอดีตของหุ้นกลุ่มนี้ในตลาดโลก –2.0 S.D.) ทั้งนี้ จากปัจจัยที่ยังต้องติดตามดูกันต่อไป ซึ่งทำให้กำไรใน 3Q69 ดูน่าสนใจน้อยลง เราจึงแนะนำให้นักลงทุนรอดูสถานการณ์ไปก่อน โดยแนะนำ “ถือ” CPAXT
Risk
เศรษฐกิจชะลอตัว, ราคาสินค้าเกษตรลดลง, ขยายสาขาได้ช้ากว่าที่คาดไว้, disruption ที่เกิดจากเทคโนโลยีใหม่, ความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์ทางการ และ ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการขยายกิจการในต่างประเทศ







