บล.ฟิลลิป:
กลุ่มพลังงาน (ENERGY) ราคาน้ำมันปรับขึ้นตามภาวะสงคราม (ลงทุนเท่ากับตลาด)
-
ราคาน้ำมันปรับขึ้นตามภาวะสงคราม : ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้นประมาณ 5-6% มาที่ระดับ 78 USD/bbl หลังสหรัฐโจมตีอิหร่าน และกลับมาคว่ำบาตรการขายน้ำมันอิหร่าน โดยก่อนหน้านี้ อิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์ 3 ลำที่ผ่าน ช่อง Hormuz ภาพรวมทำให้เกิดความกังวลด้านสงครามอีกครั้ง และราคาน้ำมันฟื้นตัวขึ้นมาหลังจากปรับลดลงแรงช่วงเดือนที่ผ่านมา
-
นโยบายภาครัฐยังกดดัน : ด้านธุรกิจค้าปลีกน้ำมันล่าสุดได้มีการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินลงลิตรละ 2.5 บาท โดยการลดการชดเชยกองทุนน้ำมันลง เราคาดจะกดดันต่อ OR, PTG จากการที่ค่าการตลาดจะฟื้นตัวได้ช้าลง เช่นเดียวกับกลุ่มโรงกลั่นที่จะมีการลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซลลิตรละ 1.4 บาท จะกดดันผลกำไรช่วง 3Q69 อย่างไรก็ตามระยะสั้นมองว่างบ 2Q69 คาดว่ายังโตได้ y-y ตามค่าการกลั่นจะยังเป็น sentiment บวกช่วยหนุนประกอบกับราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นตามที่กล่าวไปก่อนหน้า
| PTT | B / 40.00 |
| PTTEP | A / 140.00 |
| TOP | U.R. |
| SPRC | B / 8.70 |
| BCP | B / 47.00 |
| PTG | B / 10.20 |
| OR | B / 14.50 |
B = Buy // A = Accumulate // N = Neutral // S = Sell
เก็งกำไรกลุ่มน้ำมันต้นน้ำ
- ระยะสั้นแนะนำเก็งกำไรกลุ่มน้ำมันต้นน้ำ: จากความไม่แน่นอนด้านสงครามที่ยังมีอยู่ รวมถึงความเสี่ยงการกลับมาโจมตีของแต่ละฝ่ายอีกครั้งของทั้งสหรัฐฯ และอิหร่าน เราคาดว่ามีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะปรับเพิ่มขึ้นได้ในระยะสั้นนี้ ดังนั้นสำหรับคำแนะนำการลงทุนสามารถเก็งกำไรในหุ้นน้ำมันต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP ที่ผลประกอบการขึ้นกับราคาน้ำมัน เช่นเดียวกับกลุ่มโรงกลั่นที่งบช่วง 2Q69 ดีขึ้น y-y ตามค่าการกลั่น ได้แก่ TOP, BCP, SPRC โดยเราชอบ BCP จากราคาที่ยังมี upside พอสมควร ทั้งนี้ แนะนำหลีกเลี่ยงกลุ่มค้าปลีกน้ำมันไปก่อนจากความกดดันด้านค่าการตลาด เช่นเดียวกับกลุ่มโรงไฟฟ้า ได้แก่ BGRIM, GPSC เนื่องจากความกังวลด้านต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่อาจจะสูงขึ้นหากมีการปิดช่องแคบ Hormuz







