บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):
Hotel Sector กลุ่มโรงแรมยังมีปัจจัยบวกมากกว่าลบ (Outperform‧Maintained)
Event
อัปเดตกลุ่มโรงแรม
Impact
แม้จะมีทั้งปัจจัยบวกและลบ แต่เราเชื่อว่า catalyst บวกยังคงมีน้ำหนักมากกว่า downside risks
(-) ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมายกระดับขึ้นอีกครั้งหลังเกิดการโจมตีทางทหารรอบใหม่ส่งผลให้กังวลถึงความเป็นไปได้ที่ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) จะถูกปิด เป็นสาเหตุให้ราคาน้ำมันดิบ Brent สูงขึ้น 5% WoW ที่ US$74.6/bbl ส่วนราคาน้ำมันอากาศยาน (Jet fuel) ก็พุ่งขึ้น 6.7% WoW ที่ US$127.1/bbl แต่เราก็เชื่อว่าผลกระทบต่อภาคการบินและการท่องเที่ยวยังคงจำกัดในระยะสั้น เพราะว่าราคาน้ำมันอากาศยานยังต่ำกว่าจุดพีค (เกือบ US$200/bbl) ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเมษายน 2569 มาก
(+) นักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางกลับมาเติบโตในกรกฎาคม กระทรวงการท่องเที่ยวกละกีฬาเผยว่าช่วง 1 ม.ค.–20 ก.ค. 69 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม ราว 16.8 ล้านคน (-3% YoY) โดยจีนยังคงเป็นตลาดหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่ม 13% YoY ขึ้นเป็น 2.75 ล้านคน ที่สำคัญกว่านั้น เราเริ่มเห็นตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล (long-haul) ฟื้นตัวชัดเจน โดยนักท่องเที่ยวยุโรปกลับมาโต 5% YoY ใน ก.ค. 69 พลิกจากการหดตัว -2% YoY ในพ.ค. 69 และ -6% YoY ใน 2Q69 ขณะที่ นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางพุ่งขึ้น 11% YoY จากเดิมที่หดตัวถึง 20–28% ช่วง 1Q69–2Q69 ขณะเดียวกัน ภูมิภาคอื่นก็ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ได้แก่ เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ (+5% YoY) และเอเชียใต้ (+3% YoY) ซึ่งยังคงเติบโตในแดนบวก เราเชื่อว่าแนวโน้มดังกล่าวสนับสนุนมุมมองของเราที่ว่าภาคการท่องเที่ยวไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและกำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว โดยโมเมนตัมจะเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ ก.ค. 69 เป็นต้นไป หนุนจากช่วงวันหยุดภาคฤดูร้อนในจีน ตะวันออกกลาง และประเทศต้นทางสำคัญอื่น ๆ มองไปใน 3Q69F เราคาดว่าจะได้แรงหนุนจากเป็นฤดูท่องเที่ยว ขณะที่ 4Q69F จะหนุนจากช่วง high season ของการท่องเที่ยว รวมถึงการจัดงานระดับนานาชาติขนาดใหญ่หลายงานในประเทศไทย โดยมีงานสำคัญมากกว่า 3 งานที่แต่ละงานคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 1 แสนคน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและอุปสงค์การเข้าพักโรงแรมเพิ่มเติม (Figure 9) ดังนั้น เรายังคงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569F ที่ 32.1 ล้านคน (-2.7% YoY)
(+) มาตรการภาครัฐจะหนุนอุปสงค์การท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวล่าสุดของภาครัฐน่าจะเป็นปัจจัยหนุนกลุ่มโรงแรมเพิ่มเติม โดยข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่านักท่องเที่ยวภายในประเทศคิดเป็นราว 70% ของกิจกรรมการท่องเที่ยวทั้งหมดและจนถึงปัจจุบันมีการเดินทางภายในประเทศ 143 ล้านครั้ง (+2% YoY) มาตรการหลัก ๆ คือ:
i) ไทยเที่ยวไทย พลัส: ภาครัฐจะสนับสนุนค่าที่พักถึง 50% (สูงสุด 3 พันบาทต่อการจอง) บวก eVoucher มูลค่า 500 บาท ครอบคลุมสิทธิ์ 5 แสนสิทธิ์ โดยคาดจะเริ่มดำเนินการช่วงปลายปี 2569 แม้ว่าขนาดของโครงการจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาและเล็กกว่าข้อเสนอช่วงก่อนหน้า แต่เราก็ยังคาด ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการโรงแรมที่มีสัดส่วนรายได้ในประเทศสูง โดยเฉพาะ AWC (รายได้จากไทย 100%), ERW (87%), CENTEL (73%), SHR (22%) และ MINT (13%)
ii) Fly Thai All the Feeling สนับสนุนค่าโดยสารเครื่องบิน 400–600 บาทต่อเที่ยว ครอบคลุมนักเดินทาง 2 แสนคน (4 แสนที่นั่ง) ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการเดินทางภายในประเทศ โดยเฉพาะเมือง ท่องเที่ยวหลักที่ผู้ประกอบการโรงแรมจดทะเบียนส่วนใหญ่มีโรงแรมตั้งอยู่
iii) Thailand Air Connect โครงการมีเป้าหมายหนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter flight) จำนวน 600 เที่ยวบิน (นักท่องเที่ยว 8.70 หมื่นคน) และเพิ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านเที่ยวบินประจำ (scheduled flight) อีก 4 แสนคน โดยที่ เราคาดว่ามาตรการนี้จะช่วยดึงการท่องเที่ยวขาเข้าช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องไปถึงต้นปี 2570 ส่งผลดีต่ออัตราการเข้าพักและอุปสงค์ห้องพักของโรงแรม
Valuation & action
เราคงให้น้ำหนักลงทุนกลุ่มโรงแรม “มากกว่าตลาดฯ” เพราะว่า catalyst บวกยังมีน้ำหนักมากกว่า downside risks โดยที่เราคาดว่ากำไร 2Q69F จะเป็นจุดต่ำสุดของปีก่อนที่จะค่อย ๆ ฟื้นตัวตั้งแต่ 3Q69F เป็นต้นไป หนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวฟื้นตัวดี มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของภาครัฐ และอุปสงค์สูงตามฤดูกาล ขณะนี้ เรายังคงเลือกทั้ง ERW* และ MINT* เป็นหุ้นเด่นจาก แนวโน้ม RevPAR แข็งแกร่งและคาดกำไรจะยังเติบโตต่อเนื่อง YoY
Risks
อุปสงค์ด้านการท่องเที่ยวอาจอ่อนแอกว่าคาดและต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น








