ตลาดหุ้นไทยยังได้ประโยชน์จากกระแสเงินทุนต่างชาติ แต่ให้ระวังเกี่ยวกับ Valuation
MARKET UPDATE
DJIA เมื่อคืนปิดลบ 307 จุด (-0.6%) ท่ามกลางความกังวลในตะวันออกกลางขณะที่นักลงทุนรอติดตามผลประกอบการที่จะทยอยรายงานหลังจากนี้ ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 1.3% จากแรงหนุนความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยหุ้น TECH เริ่มกลับมาฟื้นตัว GOOGL +1.5% MSFT +2.2% MU +2%
MARKET OUTLOOK
ปัจจัยต่างประเทศ
สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่นิ่งมีรายงานว่ากลุ่มฮูตีในเยเมนประกาศใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดิอาระเบีย แต่ในขณะเดียวกันก็มีรายงานว่าจะเกิดการเจรจาระหว่างกัน นอกเหนือจากนี้ทรัมป์ยังได้ระบุว่าเตรียมเก็บภาษีกับแคนาดา 50% บางรายการ โดยรวมแล้วยังไร้ปัจจัยบวกที่มีนัยะต่อตลาดหุ้น ฝั่ง Yield สหรัฐฯขยับขึ้นต่อเนื่องทั้งรุ่นอายุ 2 , 10 ปี คืนนี้ไม่มีปัจจัยสำคัญต้องติดตามรอดูเพียงการประกาศผลประกอบการและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะพรุ่งนี้ที่ GOOGL จะรายงานผลประกอบการหลังหุ้นสหรัฐฯปิดทำการ ฝั่ง CME FED Watch มองโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งจากนี้จนถึงกลางปีหน้า (เช้านี้ KOSPI +9.8%)
ปัจจัยในประเทศ
กลุ่ม Bank ทยอยประกาศผลประกอบการวานนี้มี TTB ที่ดีกว่าคาด 6% แต่ราคาหุ้นที่ปรับขึ้น 46% YTD เชื่อว่า Price In แล้ว ฝั่ง KKP รายงานดีกว่าคาด 19% หนุนจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย พร้อมปรับคำแนะนำขึ้นเป็นซื้อที่ TP 120 BT จากเดิม 100 BT ปัจจัยอื่นๆมองว่าหุ้นไทยยังได้แรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติ YTD สะสมที่ 7.1 หมื่นล้านบาท สถิติบอกว่าปี 22 เคยมากถึง 2 แสนล้านบาท
วันนี้ประเมิน SET 1640 – 1660 กระแสเงินทุนยังเป็นปัจจัยหนุน เชิงกลยุทธ์ยังเน้นใช้ปริมาณเงินไม่มากด้วย Valuation หุ้นแนะนำเน้นที่ยังปรับขึ้นไม่มาก อาทิ ค้าปลีก (CPALL HMPRO CPN) โรงพยาบาล (BDMS BCH) การเงิน (MTC SAWAD)ท่องเที่ยว (MINT CENTEL AAV)
TOP PICK
CPN ซื้อ ราคาเป้าหมาย 78 Bt
แนวโน้มผลประกอบการงวด 2Q26 เบื้องต้นคาดเห็นการเติบโตจาก 2Q25 ได้จากการรับรู้รายได้จากศูนย์ใหม่อย่างกระบี่
KKP ซื้อ ราคาเป้าหมาย 120 Bt
ผลการดำเนินงานใน 2Q26 กำไรสุทธิออกมาแข็งแกร่งที่ 2.2 พันล้านบาท (+51% YoY, +9% QoQ) จากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยแข็งแกร่ง และ NPL ratio ลดลงที่ 3.5%









