บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย):

SCB X (SCB TB)

เดินหน้าสะสางงบดุล (HOLD)

คงคำแนะนำ “ถือ” พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 154 บาท

เราคงคำแนะนำ “ถือ” โดยปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 154 บาท (P/BV 1.0 เท่า ROE 10%) หลังจากปรับเพิ่มประมาณการกำไรและเลื่อนฐานประเมินมูลค่าไปสู่ปี 2570 แม้เราจะชอบ SCB จากอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูงถึง 6.8% ในปีนี้ แต่เรายังคงกังวลเกี่ยวกับคุณภาพสินทรัพย์ที่ถดถอยลงในกลุ่ม Gen 2 โดยเฉพาะพอร์ตสินเชื่อของ Auto X ซึ่งในมุมมองของเรา SCB น่าจะใช้เวลาอีกหลายไตรมาสในการสะสางงบการเงิน ทั้งนี้ เราคาดว่ากำไรปี 2569 จะลดลง 6% YoY เนื่องจากต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) ที่ลดลง ไม่น่าจะชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ลดลงได้ทั้งหมด เราชอบ KBANK มากกว่า SCB จากคุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่งกว่า

สินเชื่อโตช้า แต่ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งแข็งแกร่ง

จากการประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวานนี้ CFO ระบุว่า ธนาคารยังคงมุ่งเน้นไปที่คุณภาพสินทรัพย์และการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียม มากกว่าการเติบโตของสินเชื่อในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ทั้งนี้ SCB รายงานการเติบโตของสินเชื่อที่ทรงตัว YoY เนื่องจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่แข็งแกร่งถูกหักลบด้วยการหดตัวของสินเชื่อ SMEs, สินเชื่อเช่าซื้อและสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ อย่างไรก็ตาม ธนาคารมีมุมมองเชิงบวกต่อค่าธรรมเนียมธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง (+44% ใน 1H69) และคาดว่าทิศทางนี้จะดำเนินต่อไปใน 2H69 ส่งผลให้การเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิน่าจะทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 5-9% ในปี 2569 หลังจากเติบโตไปแล้ว 16% YoY ใน 1H69

เร่งสะสางงบดุลอย่างจริงจัง

แม้ว่าอัตราส่วน NPL จะลดลง 11 bps QoQ มาอยู่ที่ 3.82% ใน 2Q69 แต่เรายังคงกังวลเกี่ยวกับการเกิด NPL ใหม่ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อ SME และ Auto X ด้าน CFO กล่าวว่า การจัดการ NPL ส่วนใหญ่เป็น NPL เดิม (Legacy NPLs) โดย SCB ได้ทำการตัดหนี้สูญ (Write-off) และขาย NPL ออกไปถึง 3.16 หมื่นล้านบาท (+64% YoY) ใน 1H69 ธนาคารชี้แจงว่า อัตราส่วน NPL ของ AutoX ที่พุ่งสูงขึ้น (เป็น 10.0% ใน 2Q69 จาก 5.9% ใน 1Q69) มีสาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนนโยบายการตัดหนี้สูญ เราคาดว่าธนาคารจะใช้เวลาอีกหลายไตรมาสในการสะสางพอร์ตสินเชื่อรายย่อย (Consumer Finance) ในธุรกิจกลุ่ม Gen 2 ทั้งนี้ สินเชื่อ Gen 2 ของ SCB (ส่วนใหญ่คือ CardX และ AutoX) มีมูลค่ารวม 1.70 แสนล้านบาท แต่นำส่งกำไรสุทธิเพียง 1.0 พันล้านบาทเท่านั้นใน 1H69

กำไรสุทธิ 2Q69 เป็นไปตามคาด แต่ NPL formation พุ่งสูงขึ้น QoQ

กำไรสุทธิ 2Q69 อยู่ที่ 1.11 หมื่นล้านบาท ลดลง 13% YoY โดยมีสาเหตุหลักมาจาก NIM ที่ลดลง ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิเพิ่มขึ้น 12% YoY จากค่าธรรมเนียมธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่สูงขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Opex) ลดลง 3% YoY จากการควบคุมต้นทุนที่ดี ในแง่ลบ การเกิด NPL ใหม่ พุ่งขึ้นเป็น 2.5% ใน 2Q69 จาก 1.3% ใน 1Q69 เราได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2569-2570 ขึ้น 3% เพื่อสะท้อนการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมที่แข็งแกร่งและการควบคุมต้นทุนได้เป็นอย่างดี

- Advertisement -