บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย):
Kiatnakin Phatra Bank (KKP TB)
ROE ดีขึ้น การจ่ายเงินปันผลสูงขึ้น (BUY)
แนะนำ “ซื้อ” พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 125 บาท
เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 125 บาท (P/BV 1.5 เท่า ROE 12.5%) จากเดิม 108 บาท หลังจากปรับเพิ่มประมาณการกำไรและทำการ Roll forward มูลค่าเหมาะสมไปเป็นปี 2570 เราชอบ KKP จากการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมที่ดีและแนวโน้ม ROE ที่เป็นขาขึ้น ในบรรดาธนาคารไทย KKP เป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักจากการฟื้นตัวของกิจกรรมในตลาดทุน เช่นเดียวกับ TTB เราเชื่อว่า KKP จะเพิ่มการจ่ายเงินปันผลมากกว่าการซื้อหุ้นคืน เนื่องจากปัจจุบันหุ้นซื้อขายสูงกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value) โดยหุ้นให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล อยู่ที่ 6.6–7.2% อ้างอิงจากอัตราการจ่ายเงินปันผล (Payout ratio) ที่ 80% ในปี 2569–2571 ส่วนความเสี่ยงสำคัญคือคุณภาพสินทรัพย์ที่อาจอ่อนแอกว่าคาด
KKP ตั้งเป้า ROE ที่ 12–13% หลังปรับเป้าหมายปี 2569
ในงานประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวานนี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ได้ปรับเป้าหมายทางการเงินสำคัญของปี 2569 โดยปรับเป้า ROE เพิ่มขึ้น 2% เป็น 12–13% และปรับเป้า Loan Spread เพิ่มขึ้น 0.20% เป็น 4.5–4.6% นอกจากนี้ ธนาคารยังได้ลดเป้าหมายสัดส่วน NPL ลง 0.90% เหลือ 3.5% และลดเป้าหมายต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) ลง 0.30% เหลือ 1.3–1.5% เพื่อสะท้อนผลประกอบการในครึ่งแรกของปี 2569 ภาพรวมการดำเนินงานยังคงแข็งแกร่งจากการเติบโตของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) ที่โดดเด่น ต้นทุนทางการเงินที่ลดลง และการควบคุมต้นทุนที่ดี ดังนั้น ธนาคารจึงใช้การเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับงบการเงิน โดยการตัดจำหน่าย (Write-off) NPL ของสินเชื่อ SME รายย่อยจำนวน 1.8 พันล้านบาท และเพิ่มอัตราส่วนเงินสำรองต่อ NPL (NPL Coverage ratio) ขึ้นเป็น 150% ใน 2Q69
ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง หนุนการเติบโตของ Non-NII คาดผลขาดทุนจากการขายรถยึดเสถียรขึ้นใน 2H69
CEO มีมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Wealth Management โดยรายได้ Non-NII พุ่งขึ้น 49% YoY สู่ระดับ 5.0 พันล้านบาท ในครึ่งแรกของปี 2569 ขณะที่มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) ของธุรกิจ Wealth Management เพิ่มขึ้น 13% YTD มาอยู่ที่ 1.1 ล้านล้านบาท ใน 2Q69 โดยได้แรงหนุนจากโมเมนตัมที่แข็งแกร่งของกิจกรรมในตลาดทุน ด้าน AUM ของแอปพลิเคชัน Dime พุ่งขึ้น 66% YTD สู่ระดับ 1.74 แสนล้านบาท โดยเป็นหุ้นสหรัฐฯ สูงถึง 60% ของ AUM ขณะที่ฐานผู้ใช้งานขยายตัว 36% YTD สู่ระดับ 2.3 ล้านราย สำหรับผลขาดทุนจากการขายรถยึด KKP คาดว่าจะทรงตัว เนื่องจากจำนวนรถยึดรอการขายในครึ่งหลังของปี 2569 อยู่ในระดับต่ำ ด้านต้นทุนทางการเงินคาดว่าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่อัตราการลดลงจะชะลอตัวลงในครึ่งหลัง
ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสะท้อน Non-NII ที่เติบโตสูงขึ้น คาด ROE ดีขึ้นในปี 2569–2570
กำไรสุทธิใน 2Q69 พุ่งขึ้น 51% YoY สู่ระดับ 2.1 พันล้านบาท จากการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมที่แข็งแกร่งและการลดลงของผลขาดทุนจากการขายรถยึด เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569–2571 ขึ้น 4% เพื่อสะท้อนผลประกอบการใน 2Q69 เนื่องจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนมีความแข็งแกร่ง เราจึงปรับเพิ่มการเติบโตของ Non-NII ในปีนี้ขึ้นเป็น 19% จากเดิม 14% ด้วยเหตุนี้ เราจึงคาดว่ากำไรปี 2569/2570 จะเติบโต 31% / 2% YoY และคาดว่า ROE จะแตะระดับ 12.0% ในปีนี้และปีหน้า








