แรงกดดันทั้งน้ำมันที่ปรับขึ้นและสหรัฐฯปรับขึ้นภาษีนำกดดันกลุ่มส่งออก เน้นคุมความเสี่ยง
MARKET UPDATE
DJIA เมื่อคืนปิดลบ 507 จุด (-0.97%) ขณะที่ Nasdaq ปรับลงมากถึง -2% เนื่องจากกาปรับขึ้นของราคาน้ำมันทำให้ตลาดกังวลกับภาวะเงินเฟ้อ ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 7% เพราะกลุ่มฮูตีในเยนเมนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดิอาระเบียสองลำในทะเลแดง หุ้นปรับลงแรง GOOGL -7% META -3.4% และบวกใน Defensive (LLY +1.97% JNJ +1.4%)
MARKET OUTLOOK
ปัจจัยต่างประเทศ
ยังเต็มไปด้วยปัจจัยทั้งสงครามที่รุนแรงสะท้อนจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นแรงและกดดัน US Bond Yield ขยับขึ้นแรง Dollar แข็งค่าต่อเนื่องและกดดันทองคำปรับลง ฝั่งตลาดหุ้นแม้ผลประกอบการจะรายงานดีแต่ไม่เพียงพอหนุนตลาด ขณะที่สหรัฐฯได้ประกาศขึ้นภาษีนำเข้า 60 ประเทศ (รวมไทย) ในอัตรา 10%-12.5% (SEC 301) โดยยิบยกความล้มเหลวในการปราบปรามบังคับใช้แรงงานอย่างไรก็ตามมีสินค้าบางประเภทยกเว้นเช่นน้ำมันและแก๊ส มองเป็นปัจจัยกดดันกับหุ้นในกลุ่มส่งออกของไทย (ITC TU) แม้เงินบาทอ่อนค่าจะเป็นปัจจัยหนุนแต่ภาษีนำเข้าจะเป็นตัวกดดัน ฝั่งตัวเลขเศรษฐกิจเมื่อคืนมีการประกาศผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่ 1.87 แสนรายต่ำกว่าคาดที่ 2.1
ปัจจัยในประเทศ
ตลาดหุ้นไทยยังแสดงความแข็งแกร่งวานนี้แต่ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยแรงกดดันประกอบกับ Valuation ที่เริ่มสูงอาจเป็นตัวจำกัด Upside และเสี่ยงจะเห็นการปรับฐาน ซึ่งเช้านี้ KOSPI -2.8% เงินบาทอ่อนค่าทดสอบ 33.8 บาท / $ และน้ำมันดิบยังขยับขึ้นต่อเนื่อง (+0.13%)
วันนี้ประเมิน SET กรอบ 1620 – 1650 แม้มีปัจจัยหนุนเรื่อง Flow แต่สถานการณ์รวมยังถูกกดดันโดยรอติดตามว่า Flow จะพลิกกลับมาขายหรือไม่ กลยุทธ์การลงทุนไม่ประมาทกับการลงทุนถือเงินสดเพิ่มขึ้นบ้าง หุ้นแนะนำเน้นที่ Defensive (ADVANC BCH BDMS CPALL CPN) พลังงานและปิโตรเคมี (PTT PTTEP PTTGC TOP)
TOP PICK
BCH ซื้อ ราคาเป้าหมาย 11.20 Bt
คาดสำนักงานประกันสังคม (สปส.) จะไม่ขอปรับลดค่ารักษาโรคซับซ้อน (Adj. RW>2) เนื่องจากมีการปรับเพดานค่าจ้างขึ้น มีเงินทุนเพียงพอ และมีโอกาสได้ปรับขึ้นค่ารักษาทุกรายการช่วงปลายปีนี้
PR 9 ซื้อ 20 Bt
ปัจจุบันซื้อขายที่ 15.4x PE’26E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 18.2x PE’26E และมองกำไรยังโตได้ระดับ +5% ต่อปี หลักๆจากการขยายตัวของรายได้ผู้ป่วยต่างชาติ









