DAILY FOCUS: น้ำมัน-Bond yield ร่วง คาดหวังการเจรจาสหรัฐ-อิหร่าน
ตลาดหุ้นวานนี้ : SET Index เปิดลบแรง ก่อนฟื้นตัวกลับต่อเนื่องมาปิดบวกอ่อน ๆ 3.36 จุด ที่ระดับ 1,644.39 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 7 หมื่นลบ. โดยตลาดฟื้นตัวกลับแรงจากกลุ่มแบงก์ และ AOT ที่ช่วยกันพยุงตัวต่อเนื่อง โดยสถาบันในประเทศยังขายสุทธิต่อเนื่องในตลาดหุ้นอีก 0.8 พันลบ. ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 3.3 พันลบ. (และ Long สุทธิใน Index Futures อีก 1 หมื่นสัญญา)
แนวโน้มตลาดวันนี้ : เราคาดว่า SET Index จะแกว่งตัว Sideways to Sideways Up ในกรอบ 1,630-1,655 จุด โดยราคาน้ำมันดิบที่สัปดาห์ก่อนขึ้นต่อเนื่องทะลุ US$100 ต่อบาร์เรล ได้ปรับตัวลงอย่างมากจากการหยุดรบชั่วคราวอีกครั้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลบวกต่อกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ที่มีราคาน้ำมันเป็นต้นทุน ในขณะที่นักลงทุนจับตาตัวเลขด้านนโยบายการเงินของ Fed ที่จะประกาศกลางดึกวันพุธนี้ โดยคาดคงดอกเบี้ย แต่ต้องจับตารายละเอียดปลีกย่อยภายในซึ่งจะส่งผลต่อโอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต อีกทั้งยังมีตัวเลขเงินเฟ้อ PCE และ GDP สหรัฐฯ ที่จะประกาศในช่วงค่ำของวันพฤหัส ซึ่งตลาดคาดเงินเฟ้อจะลดลงแต่ GDP จะเติบโตขึ้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกสะท้อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ว่ายังเติบโตแต่ไม่ร้อนแรงจนเกินไป ส่งผลให้ FED อาจไม่จำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยหากตัวเลขออกมาตามคาด ซึ่งโดยรวมนั้นถือเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นต่าง ๆ รวมถึง SET Index แต่ก็มีสิ่งที่ต้องกังวลสำหรับปัจจัยในประเทศ เพราะ DELTA กำไร 2Q26 ต่ำกว่าคาด 27-33% จากปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ ซึ่งอาจกดดันดัชนีพอสมควร แต่เชื่อว่ายังได้ปัจจัยบวกจากกลุ่มอื่นเข้ามาหนุน ทำให้ SET มีโอกาสประคองตัวได้ และยังมีภาพหลักเป็นบวก โดยกรอบดัชนียังคงเป้าหมายที่ 1,680-1,700 จุด ซึ่งสอดคล้องกับแนวต้านสำคัญทางเทคนิค
กลยุทธ์ : เลือกหุ้นที่มีโมเมนตัมกำไร 2Q26-2H26 แข็งแกร่ง
หุ้นเด่นเดือน ก.ค : BA, BBL, ERW, PR9, TIDLOR
FSSIA Portfolio : BA, BBL, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, SAPPE, STA, TIDLOR
หุ้นเด่นวันนี้ : BJC
-
แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 19.50 บาท
-
คาดกำไรปกติ 2Q26 แข็งแกร่ง 1.2 พันลบ. (+7% q-q, +15% y-y) หากรวมกำไรขายที่ดิน 1.6 พันลบ. กำไรสุทธิจะ +168% q-q, +186% y-y จากธุรกิจ Packaging ที่โตสูง พร้อมเริ่มรับรู้ MM Vietnam เต็มไตรมาส ชดเชย Big C ที่ SSSG ติดลบได้
-
เราปรับประมาณการกำไรปี 2026-28 ขึ้น 6% / 12% / 14% สะท้อน Packaging แกร่งกว่าคาด และรวม MM เข้ามาในครึ่งปีหลัง เราคาดกำไรปกติปี 2026 +5% y-y และเร่งตัว +9% y-y ในปี 2027
-
แนวรับ 15.20-15//14.60 บาท แนวต้าน 15.70//16.20//17 บาท
ประเด็นสำคัญวันนี้ :
(+) กลยุทธ์ลงทุน ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยกลับมากดดันบรรยากาศการลงทุน แนวโน้มกำไรบจ. 2Q26 น่าจะออกมาดีกว่าที่เคยคาด ซึ่งจะนำไปสู่การทยอยปรับเพิ่มประมาณการกำไร เราปรับเพิ่ม SET target เป็น1,710 จุดภายในกลางปี 2027 โดยมีแรงหนุนจากเงินทุนต่างชาติจะไหลเข้าต่อเนื่อง ระยะสั้นเน้นกลุ่ม Commodity ส่วนระยะยาวยังชอบ Domestic Play Top Picks: BA, BBL, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, SAPPE, STA และ TIDLOR
(-) DELTA กำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 6.07 พันลบ. -33% q-q, +31% y-y ต่ำกว่าคาด 27-33% จากปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ ต้นทุนและ SG&A เพิ่มขึ้น แต่รายได้ยังโตดี +46.5% y-y จาก AI demand ที่แข็งแกร่ง เบื้องต้นคาดกำไร 3Q26 ฟื้นเป็น 7-8 พันลบ. ต่ำกว่าที่เคยคาด ดังนั้นเราจึงอยู่ระหว่างการปรับลดกำไรปี 2026-27 ลง 12-16% และอาจลดราคาเป้าหมายปี 2027 เหลือ 280-290 บาท จากเดิม 320 บาท.
(+) PRM คาดกำไรปกติ 2Q26 กลับมาเติบโตหลังเรือทุกสลับทำงาน โดยมีธุรกิจเรือ FSU ขับเคลื่อนการเติบโต แนวโน้ม 2H26 ดีขึ้นจากเรือที่เพิ่มอีก 3 ลำ และอัตรากำไรของ PCT ที่คาดฟื้นตัว ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 11.70 บาท แนะนำ “ซื้อ”
(+) MINT คาดกำไรปกติ 2Q26 ที่ 3.48 พันลบ. +2% y-y และฟื้นแรง q-q จาก high season ในยุโรป มอง 2H26 ดีขึ้นจากการจองล่วงหน้าที่ยังดี ส่วนการขายสินทรัพย์และ IPO Minor Food เป็น upside ยังแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมายใหม่ 32.50 บาท
(+/-) ตลาดดาวโจนส์ปิดผสมผสาน โดย Dow Jones ปิดที่ 51,947.25 จุด เพิ่มขึ้น 235.60 จุด หรือ +0.46% ขณะที่ S&P500 ปิดที่ 7,411.98 จุด เพิ่มขึ้น 3.68 จุด หรือ +0.05% และ Nasdaq ปิดที่ 24,975.82 จุด ลดลง 161.87 จุด หรือ -0.64% โดยหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ วัสดุ และบริษัทที่รายงานผลประกอบการแข็งแกร่งช่วยหนุนตลาด ขณะที่แรงขายหุ้นชิปและเทคโนโลยีจากความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนด้าน AI กดดัน Nasdaq
(+) ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวก โดยได้แรงหนุนจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและโอกาสที่ธนาคารกลางยุโรปจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยยังเป็นปัจจัยจำกัดบรรยากาศการลงทุน
(+) ตลาดหุ้นเอเชียเปิดบวกในเช้าวันนี้ โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลง ท่ามกลางความหวังว่าสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางจะคลี่คลาย หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่านระงับการโจมตีกันเป็นการชั่วคราว
(-) ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น โดยขยับมาอยู่ที่ 33.61 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หรือ -0.19%
(-) ราคาน้ำมันดิบลดลง 3.91 ดอลลาร์ หรือ 3.88% ปิดที่ 96.78 ดอลลาร์/บาร์เรล จากแรงขายทำกำไรหลังราคาปรับขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับความหวังว่าจีนจะผลักดันให้มีการรื้อฟื้นการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
(+) ราคาทองคำ COMEX เพิ่มขึ้น 20.60 ดอลลาร์ หรือ 0.51% ปิดที่ 4,070.80 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังราคาน้ำมันดิบเบรนท์อ่อนตัวลงจากระดับเหนือ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่นักลงทุนติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางและผลกระทบต่อเงินเฟ้อ ก่อนการประชุมเฟดในสัปดาห์หน้า
| ปัจจัยที่ต้องติดตาม | |
| 27 ก.ค. | สหรัฐ: Durable Goods Orders (มิ.ย.) |
| 29 ก.ค. | สหรัฐ: ประชุมเฟด |
| 30 ก.ค. | ยูโรโซน: 2Q26 GDP growth rate // อังกฤษ: ประชุม BOE//สหรัฐ:
Core PCE (มิ.ย.), 2Q26 GDP growth rate |
| 31 ก.ค. | ญี่ปุ่น: ประชุม BOJ//จีน: NBS Manufacturing PMI (ก.ค.) /ยูโรโซน:
อัตราเงินเฟ้อ (ก.ค.) |








