บล.ฟิลลิป:
TACC กำไร 2Q69 เติบโตต่อ ปรับประมาณการขึ้น
ซื้อ TP’69 : 7.80
TACC รายงานกำไรสุทธิ 2Q69 เติบโตโดดเด่น y-y จากการเติบโตของรายได้ที่แข็งแกร่งควบคู่กับการบริหารค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยอดขายขยายตัวตามกลุ่มสินค้า Jet Spray, All Café และการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของร้านกาแฟพันธุ์ไทย ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย SG&A และต้นทุนวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปรับประมาณการกำไรและราคาพื้นฐานขึ้นเป็น 7.80 บาท แนะนำ “ซื้อ”
| งบรวม | 2Q69 | 1Q69 | 2Q68 | % y-y | % q-q | 6M69 | 6M68 | % y-y |
| กำไร | 104.3 | 99.6 | 79.1 | +32 | +4.6 | 203.97 | 152.1 | +34 |
| EPS | 0.17 | 0.17 | 0.13 | +32 | +4.6 | 0.34 | 0.25 | +34 |
หมายเหตุ: กำไร = ล้านบาท, EPS = บาท
-
กำไร 2Q69 เติบโตสูงต่อเนื่อง: กำไรสุทธิ 2Q69 อยู่ที่ 104.30 ล้านบาท เติบโต +31.85% y-y โดยผลประกอบการงวด 6 เดือนแรก (1H69) มีกำไรสุทธิรวม 203.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 34% y-y ปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของรายได้ที่แข็งแกร่งควบคู่กับการบริหารค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลให้เกิด Operating Leverage ทำให้กำไรเติบโตในอัตราที่สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้
-
ยอดขายเติบโตได้ตามเป้า: ยอดขาย 2Q69 อยู่ที่ 682.83 ล้านบาท เติบโต +18.20% y-y โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของสินค้ากลุ่ม Jet Spray และ All Café ผ่านช่องทาง 7-Eleven รวมถึงยอดขายสินค้าสำหรับร้านกาแฟพันธุ์ไทยและการเปิดตัวสินค้าใหม่ร่วมกับคู่ค้า ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ใน 2Q69 อยู่ที่ 31.87% ซึ่งยังคงรักษาประสิทธิภาพไว้ได้ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 31.95% แม้ต้องเผชิญกับสภาวะต้นทุนและความท้าทายในตลาด
-
ปรับประมาณการขึ้น แนะนำ “ซื้อ” : ปรับประมาณการกำไรปี 2569 เพิ่มเป็น 382 ล้านบาท โดยกำไรสุทธิช่วง 1H69 คิดเป็น 51.8% ของประมาณการทั้งปี ปรับราคาพื้นฐานขึ้นเป็น 7.80 บาท (จากเดิม 6.80 บาท) คาดการณ์ปันผลปี 2569 ที่ 0.52 บาทต่อหุ้น เมื่อเทียบกับราคาปัจจุบันที่ 6.45 บาท จะมี Upside 20.9% และ Dividend Yield 8% รวมผลตอบแทนคาดการณ์ทั้งหมด 28.9% แนะนำ “ซื้อ” โดยมีเหตุผลสนับสนุนจากผลประกอบการครึ่งปีแรกที่โดดเด่นและคิดเป็นสัดส่วนเกินหนึ่งในสองของเป้าหมายทั้งปี สะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรที่สูงขึ้น ประกอบกับได้รับปัจจัยบวกจากการขยายสาขาอย่างรวดเร็วของคู่ค้ากลุ่ม B2C อย่างกาแฟพันธุ์ไทยที่มีแผนแตะ 5,000 สาขาในอนาคต และทิศทางต้นทุนเมล็ดกาแฟที่เริ่มปรับตัวลดลงซึ่งจะส่งผลดีชัดเจนขึ้นในครึ่งปีหลัง








