เก่งหลังเกมส์ 

SET Index ปรับขึ้นแรง +12.36 จุด ปิดตลาดที่ 1,624.36 จุด มูลค่าการซื้อ-ขายที่ 6.14 หมื่นล้านบาท (หุ้นปรับขึ้น 179 หลักทรัพย์, ปรับลง 283 หลักทรัพย์) Sector ที่หนุนดัชนีคือ กลุ่มชิ้นส่วนนำโดย DELTA หนุนดัชนี 16.8 จุด (เป็นบริษัทหลักที่หนุน SET)   ถัดมาคือ กลุ่มขนส่ง (AOT, THAI) กลุ่มพลังงาน (TOP, BCP, PTTEP) ตามราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับขึ้นช่วงปลายสัปดาห์ กลุ่ม ICT (TRUE) ฯลฯ Sector ที่กดดัชนี คือ กลุ่มธนาคาร (BBL, SCB) กลุ่มอสังหา (CPN) ฯลฯ    

หุ้นที่เคลื่อนไหวโดดเด่น

DELTA +6.49%  

ราคาหุ้นปรับขึ้นแรงหนุนจาก 1) ความกังวลวงจรดอกเบี้ยสหรัฐฯคลายลง หลังภาคแรงงานอ่อนแรง 2) AI CAPEX cycle ปี 2027F เร่งขึ้น +47%y-y vs prev. +31% สะท้อน Demand เร่งมาก ระยะสั้น แนะนำเก็งกำไร DELTA

STECON -5% 

ราคาปรับลงคาดกังวลกระแสข่าวรัฐคุมและเข้มงวดโครงการ Data Center กระทบการอนุมัติและการก่อสร้างฯ กระทบจิตวิทยาการลงทุนหุ้น STECON ซึ่งเป็นผู้รับเหมาฯ หลักที่นักลงทุนคาดว่าจะได้ประโยชน์จากงานก่อสร้าง Data Center มากที่สุดในช่วงที่ผ่านมา  ราคาเป้าหมาย STECON ปี 2026 ที่ 20.60 บาท

THAI +2.61% 

มีปัจจัยหนุนจาก 1.)ราคาหุ้นรับข่าวลบไปมากแล้วมองประเด็น Overhang จากการปลดล็อกหุ้นแปลงหนี้เป็นทุน (ต้นทุน 2.5452 บาท/หุ้น) กว่า 2 หมื่นล้านหุ้นเริ่มซื้อขายในวันที่ 4 ส.ค.26 สะท้อนไปในราคา 2.)คาดผลงาน 2Q26F ที่เป็นช่วง Peak ของสงคราม US-Iran ของ THAI ไม่แย่อย่างที่กังวล คาดมีกำไรปกติ 726 ลบ. (-89%y-y -92%q-q) และกำไรสุทธิ 1.6 พันลบ. (-87%y-y -84%q-q) ดีกว่าที่คาดก่อนหน้าว่าจะมีผลขาดทุนกว่า -5-6 พันลบ. นักวิเคราะห์ KSS เพิ่งเปลี่ยนคำแนะนำเป็น Buy (เดิม Neutral) และราคาเป้าหมาย 7.90 บาท

CPAXT -1.33% 

ปรับลงรับรายงานกำไร 2Q26 อ่อนตามคาด คือ กำไรปกติที่ 1.87 พันลบ. (-18% y-y, -33% q-q) จะอ่อนแอตามเราและตลาดคาด แต่เราเริ่มกังวลต่อ downside risk ของประมาณการกำไร จาก GPM 1H26 ที่ 14.1% ยังต่ำกว่าสมมติฐานทั้งปีที่ 14.3% ขณะที่กำไร 3Q26F มีแนวโน้มลดลง y-y ต่อ จากค่าใช้จ่ายที่ยังเพิ่มเร็วกว่ารายได้ ทั้ง last-mile การเตรียมเปิดสาขาในฟิลิปปินส์ และ Happitat คำแนะนำคือ คง Neutral, TP27F 16 บาท 

- Advertisement -