ทิศทางตลาดหุ้นวันนี้ (รักพงศ์ ไชยศุภรากุล, IAA เลขทะเบียนฯ: 19838)
บวกได้แคบๆ… ฟันด์โฟลว์ชะลอ ตะวันออกกลางไม่ชัดเจน
เมื่อวานนี้ ตลาดหุ้นไทยเปิดรีบาวด์ค่อนข้างดี แต่ยืนไม่ได้ (ตามคาด) ก่อนปิดบวกเพียง 0.11%… เนื่องจาก i) ฟันด์โฟลว์ชะลอต่อ แม้มีข่าวดีเล็กๆ จากการที่ MSCI ประกาศเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทยเล็กน้อย (เกิดจากการคำนวณ free float adjusted market cap ไม่ได้เกิดจากการเพิ่มหุ้นเข้า) มีผล 31 ส.ค. ii) สถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ชัดเจน สหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่เข้าโต๊ะเจรจา และการให้ข้อมูลต่างๆ ยังสวนทางกันในหลายประเด็น
ฝ่ายวิจัยฯ ประเมิน SET Index วันศุกร์ ไซด์เวย์ / บวกแคบๆ คล้ายวานนี้… ปัจจัยการลงทุนในวันนี้ ได้แก่ i) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ บวกต่อ หนุนโดยตัวเลขเงินเฟ้อผู้ผลิต (PPI) ก.ค. +4.7% YoY ต่ำกว่าที่ consensus คาดที่ +4.9% YoY และเฟดฟันด์ฟิวเจอร์ยังให้น้ำหนักเฟดขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. 2569 ii) อิหร่านแถลงปฏิเสธคำกล่าวของ ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ว่าขณะนี้น้ำมันดิบสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้ถึง 9 ล้านบาร์เรลต่อวัน… ทั้งนี้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังโดดเด่น หุ้นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ เช่น Sandisk และ Micron Technology แรลลี่ ในฐานะผู้ได้รับประโยชน์จากดีมานด์ของ AI
ด้านปัจจัยภายในประเทศ… วันนี้ดัชนีฯ น่าจะมีแรงช่วยบ้างจากหุ้นไซส์ใหญ่อย่าง AOT* และ PTT* ซึ่ง ทั้งสองตัวได้รายงานงบฯ ไตรมาส 2/2569 สูงกว่าที่เราและ consensus คาดอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ใน วันที่ 17 ส.ค. สภาพัฒน์ฯ จะรายงาน GDP ไตรมาส 2/2569 ซึ่งฝ่ายวิจัยฯ คาด +1.5% YoY ชะลอตัว จาก 2.8% YoY ในไตรมาส 1/2569
หุ้นเด่นวันนี้ ตามปัจจัยพื้นฐาน(สุโชติ ถิรวรรณรัตน์, IAA เลขทะเบียนฯ: 28668)
เก็งกำไร AWC*, EPG*, WHAUP*
AWC (เป้าพื้นฐาน 3.6 บาท)* 1) ประเมินแนวโน้มราคา Sideway up ประเมินแนวรับ 3.0 บาท / แนวต้าน 3.1 – 3.2 บาท กรณี Break กรอบแนวต้านนี้ได้ ทำจุดสูงใหม่ ประเมินแนวต้านถัดไป +/-3.4 บาท (Stop loss 2.88 บาท) 2) ประเมินแนวโน้มผลการดำเนินงาน 2Q69 +YoY และดีต่อเนื่องใน 2H69 ฝ่ายวิจัยฯคาดกำไร 2Q69 = 231 ล้านบาท (+11% YoY) ยังเติบโตแม้มีภาวะเงินเฟ้อจากสงครามตะวันออกกลาง และคาดแนวโน้มผลการดำเนินงานจะฟื้นตัวเด่นใน 2H69 โดยเฉพาะ 4Q69 จากการจัดงานอีเว้นท์ขนาดใหญ่จำนวนมากในไทย … คาดกำไรปกติปีนี้โต +28% YoY 3) Valuation ยังมี Upside EV/EBITDA +/-25 เท่า (- 1SD) และคาด Dividend yield ปีนี้ 3.4%
EPG (เป้าพื้นฐาน 8.7 บาท) 1) ประเมินแนวโน้มพื้นตัวหลังพักฐาน ประเมินแนวรับ 5.95 บาท / แนวต้าน 6.25 – 6.4 บาท กรณีพื้นตัวผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ประเมินแนวต้านถัดไป +/-6.7 บาท (Stop loss 5.5 บาท) 2) ประเมิน 3 ธุรกิจหลักปีนี้จะกลับมาโต + พื้น พร้อมๆกัน กำไร FY1Q70 (เม.ย.-มิ.ย.) ดีกว่าคาดแม้มีภาวะสงคราม เป็นผลจาก i) ธุรกิจฉนวนฯ รับอานิสงส์การเร่งก่อสร้าง Data center และขยายกำลังการผลิต Semiconductor ทั่วโลก (ยอดขายฉนวนฯของ EPG 75% อยู่ต่างประเทศ) ii) ธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ไม่เป็นตัวถ่วง ผลขาดทุนจาก บ.ลูกที่ออสเตรเลียลดลง iii) ธุรกิจบรรจุภัณฑ์กลับมาโต อัตราการใช้กำลังการผลิตฟื้นตัวเต็มที่ คาดแนวโน้มกำไรดีต่อเนื่อง ประมาณการฯ ปีนี้มี Upside 3) Valuation ยังมี Upside Forward PE +/-11.5 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ +/-16 เท่า
WHAUP (เป้าพื้นฐาน 9.3 บาท)* 1) ประเมินแนวโน้มราคาพัก Sideway มีโอกาสฟื้นตัวจากแนวรับ ประเมินแนวรับ 7.75 บาท / แนวต้าน 8.0 – 8.2 บาท กรณี Break ผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ประเมินแนวต้านถัดไป +/- 8.5 บาท (Stop loss 7.45 บาท) 2) ประเมิน Sentiment จากการเร่งลงทุน Data center และอุตสาหกรรม New S-curve ในไทย เราประเมินการลงทุน Data center ในไทยอยู่ระหว่างการกำหนดกฎเกณฑ์โดยภาครัฐฯ ซึ่งจะเป็นบวกต่อ WHAUP* ในระยะยาว เนื่องจากกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน จะทำให้เป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการจะเลือกลงทุนในพื้นที่นิคมฯที่มีความพร้อมด้านสาธารณูปโภค ขณะที่ Thailand FastPass ที่กำลังเร่งลงทุนในอุตสาหกรรม New S-curve หนุนการใช้สาธารณูปโภคในพื้นที่นิคมฯ 3) Valuation ไม่แพง Forward PE +/-20 เท่า (ใกล้ค่าเฉลี่ยที่ 19 เท่า) ขณะที่คาดกำไรสุทธิโต 34% CAGR (2568-70)
หุ้นมีข่าว
(- กลุ่มโรงกลั่น) คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น 2.40 บาท/ลิตร ต่อเนื่องอีก 31 วัน ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม – 15 กันยายน (Infoquest) ความคิดเห็น: ที่ประชุมได้ประเมินสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกและต้นทุนการกลั่นในช่วงวันที่ 1-31 กรกฎาคม และพบว่ายังคงมีผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นประมาณ 9,735 ล้านบาท โดยก่อนหน้านี้ได้นำผลประโยชน์ส่วนเกินบางส่วนจำนวน 2,815 ล้านบาท มาใช้เป็นส่วนลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น 2.40 บาท/ลิตร สำหรับช่วงวันที่ 24 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม สำหรับมาตรการรอบที่ 6 ได้นำผลประโยชน์ส่วนเกินบางส่วนจำนวน 4,475 ล้านบาท มาใช้เป็นส่วนลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น 2.40 บาท/ลิตร สำหรับช่วงวันที่ 16 สิงหาคม – 15 กันยายน ส่งผลให้การดำเนินการรวมทั้ง 6 รอบ สามารถนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากการกลั่นมาใช้เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนรวมประมาณ 17,422 ล้านบาท และจะมีผลประโยชน์ส่วนเกินคงเหลือประมาณ 2,445 ล้านบาท สำหรับใช้บริหารจัดการต่อไป เรามองว่ามาตรการดังกล่าวเป็นปัจจัยลบต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่น เนื่องจากภาครัฐยังคงเข้ามาแทรกแซงการกำหนดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น
(+) โบรกลุ้น ‘2 มาตรการภาครัฐ’ ‘จุดพลุกำลังซื้อ’ ไตรมาสสุดท้ายปี 69 (กรุงเทพธุรกิจ) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทั้ง “ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2” และ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” ถูกจับตาว่าจะเข้ามาช่วยเสริมกำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซัน โดยเฉพาะ “การบริโภคและการท่องเที่ยว” ส่งผลบวกต่อ “ตลาดหุ้น” จะเกิดขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม ผ่านกลุ่มค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม โรงแรม รวมถึงไฟแนนซ์
(+) เคาะลดค่าบริการ ขึ้นลงสนามบิน 50% ดันเพิ่มไฟลท์ใหม่ กระตุ้นศก.ภูมิภาค (แนวหน้า) น.ส.ลลิดา เพริศวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าเพิ่มทางเลือกการเดินทางทางอากาศให้ประชาชน และขยายการเชื่อมโยงเมืองหลักกับภูมิภาค โดยกระทรวงคมนาคมและกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ออกมาตรการส่งเสริมพัฒนา เส้นทางบินภายในประเทศและระหว่างประเทศ “New Route – New Airline” ลดค่าบริการขึ้นลงและค่าบริการ ที่เก็บอากาศยาน 50% เพื่อสร้างแรงจูงใจให้สายการบินเปิดเส้นทางและให้บริการในท่าอากาศยานภูมิภาคมากขึ้น มีผลตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2569-9 สิงหาคม 2570
(- กลุ่มอสังหาฯ) ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างพุ่งไม่หยุด (ข่าวสด) นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือนก.ค.2569 เท่ากับ 112.8 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีที่แล้วขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.8% จากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากราคาวัตถุดิบ พลังงาน และค่าขนส่ง ปรับสูงขึ้นจากผลกระทบสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยหมวดไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ สูงขึ้น 4.7% หมวดซีเมนต์ สูงขึ้น 0.2% หมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีต สูงขึ้น 9.3%
(+) GULF จ่อสร้างนิคมดาต้า ดีมานด์เช่า 2-3 เมกะวัตต์* (ทันหุ้น) โบรกชี้ GULF* จ่อลงทุนสร้างนิคมดาต้าเซ็นเตอร์ “Data Center Park” ไม่น้อยกว่า “พันเมกะวัตต์” เพื่อรองรับดีมานด์ที่ติดต่อเช่าสูงถึงราว 2-3 พันเมกะวัตต์ ขณะนี้รอความชัดเจนเรื่องค่าไฟจากภาครัฐ หากมีความชัดเจน คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ทันที จากปัจจุบันปรับพื้นที่ดินรอแล้ว
หุ้นที่แนะนำก่อนหน้า
-
หุ้นที่แนะนำ “Let profit run” โดยกำหนดจุดล็อกกำไร Trailing stop: KBANK* (Trailing stop 244 บาท) KTB* (Trailing stop 43.25 บาท) ADVICE (Trailing stop 7.2 บาท)
-
BBGI (เป้าพื้นฐาน 7.5 บาท) แนวรับ 5.75 บาท / แนวต้าน 5.95 – 6.3 บาท (Trailing stop 5.45 บาท)
-
CENTEL (เป้าพื้นฐาน 49 บาท)* แนวรับ 42.25 บาท / แนวต้าน 45 – 48 บาท (Trailing stop 39.75 บาท)
-
BEM (เป้าพื้นฐาน 7.6 บาท)* แนวรับ 6.9 บาท / แนวต้าน 7.15 – 7.3 บาท (Stop loss 6.7 บาท)
-
OSP (เป้าพื้นฐาน 19.1 บาท)* แนวรับ 17.3 บาท / แนวต้าน 17.7 – 18.0 บาท (Stop loss 17.3 บาท)
-
SAWAD (เป้าพื้นฐาน 26 บาท)* แนวรับ 24.5 บาท / แนวต้าน 25.5 – 26.25 บาท (Stop loss 24.5 บาท)
-
GULF (เป้าพื้นฐาน 70 บาท)* แนวรับ 65 บาท / แนวต้าน 67 – 68.5 บาท (Stop loss 65 บาท)
-
CPAXT (เป้าพื้นฐาน 16 บาท) แนวรับ 14.7 บาท / แนวต้าน 15.0 – 15.3 บาท (Stop loss 14.7 บาท)
-
BDMS (เป้าพื้นฐาน 23.5 บาท)* แนวรับ 19.5 บาท / แนวต้าน 19.9 – 20.2 บาท (Stop loss 19.5 บาท)
-
PTTGC (เป้าพื้นฐาน 42.5 บาท)* แนวรับ 39.25 บาท / แนวต้าน 40.5 – 41.75 บาท (Stop loss 37 บาท)
-
GFPT (เป้าพื้นฐาน 11.4 บาท) แนวรับ 9.65 บาท / แนวต้าน 9.9 – 10.1 บาท (Stop loss 9.5 บาท)
สรุป Report ตามปัจจัยพื้นฐานวันนี้
-
MINT แนะนำ “ซื้อ” เป้าพื้นฐาน 30 บาท* จากการประชุมนักวิเคราะห์ มุมมองเป็นบวก โดยคาดแนวโน้มกำไร 2H69 จะโต HoH และ YoY หนุนจากทั้งธุรกิจโรงแรม และธุรกิจร้านอาหาร ยังคงประมาณการฯ และราคาเป้าหมายที่ 30 บาท
-
GFPT แนะนำ “ซื้อ” เป้าพื้นฐาน 11.4 บาท* จากการประชุมนักวิเคราะห์ ยังคงมุมมองบวกต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานใน 2H69 จาก i) การฟื้นตัวของราคาเนื้อไก่ ii) การส่งออกที่ยังแข็งแกร่ง iii) ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ยังสามารถควบคุมได้ ยังคงประมาณการฯ และราคาเป้าหมายที่ 11.4 บาท
-
BTG แนะนำ “ถือ” เป้าพื้นฐาน 20.8 บาท* จากการประชุมนักวิเคราะห์ คาดแนวโน้มผลการดำเนินงาน 2H69 ฟื้นตัว จากราคาเนื้อหมู+ไก่ที่ฟื้นตัวแรง อย่างไรก็ดีคาดต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับขึ้นเล็กน้อย 1-1.5% เป็นปัจจัยกดดัน ยังคงประมาณการฯ และราคาเป้าหมาย
-
CPALL แนะนำ “ซื้อ” เป้าพื้นฐาน 58 บาท* รายงานกำไร 2Q69 = 7.5 พันล้านบาท (+10% YoY +15% QoQ) เป็นไปตามคาด โดยผลการดำเนินงานของธุรกิจร้านสะดวกซื้อยังเติบโตเด่น แต่มีปัจจัยถ่วงจากธุรกิจ CPAXT ยังคงประมาณการฯและราคาเป้าหมาย
-
KCE แนะนำ “ถือ” เป้าพื้นฐาน 48 บาท* จากการประชุมนักวิเคราะห์ คาดแนวโน้มผลการดำเนินงาน 2H69 จะฟื้นตัวต่อเนื่อง จากการปรับราคาขายขึ้น และคาดยอดขายที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้าปัจจุบัน ฝ่ายวิจัยฯปรับประมาณการฯขึ้น และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 48 บาท (เดิม 32 บาท) และปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ถือ” (เดิม “ซื้อ”)
-
BAM แนะนำ “ถือ” เป้าพื้นฐาน 7.5 บาท* จากการประชุมนักวิเคราะห์ ผู้บริหารยังคงตั้งเป้าหมายการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานใน 2H69 หลังจากที่ผลการดำเนินงานใน 1H69 อ่อนแอ อย่างไรก็ดีฝ่ายวิจัยฯยังคงสมมติฐานอนุรักษ์นิยม และยังคงแนะนำ “ถือ” คาด Dividend yield 6%
หมายเหตุ: 1. *บริษัทอาจเป็นผู้ออกใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์บนหลักทรัพย์นี้ / 2. เป้าพื้นฐาน หมายถึง ราคาเป้าหมายเชิงพื้นฐาน (Forecasted 12M Target price) ที่อ้างอิงจากบทวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานฉบับล่าสุดของฝ่ายวิจัยฯ / 3. เป้า Consensus หมายถึง ค่าเฉลี่ยของราคาเป้าหมายเชิงพื้นฐานที่จัดทำโดย Bloomberg consensus หรือ IAA Consensus








