บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (KGI) ผู้นำบริการโบรกเกอร์ ซื้อขายหุ้น อนุพันธ์ ตราสารหนี้ ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) และการบริหารความมั่งคั่งชั้นนำ

บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):

Osotspa (OSP.BK/OSP TB)*

ธุรกิจในเมียนมาฟื้นตัวบวกยอดขายเครื่องดื่มชูกำลังโตต่อเนื่อง (Outperform‧Maintained)

Event 

ประเด็นหลัก ๆ จากการประชุมนักวิเคราะห์ 2Q69 (โทนบวกเล็กน้อย) และแนวโน้ม  

Impact 

แนวโน้มสดใสขึ้น 

i) (0) แนวโน้ม 3Q69F ที่อ่อนแอได้สะท้อนในราคาหุ้นแล้วและคาดจะฟื้นตัวใน 4Q69F เบื้องต้นเราคาดกำไรหลัก 3Q69F จะลด QoQ จากปัจจัยฤดูกาลและผลกระทบเต็มไตรมาสจากต้นทุนวัตถุดิบปรับขึ้น (จากกระทบเพียง 1 เดือนใน 2Q69) แต่คาดกำไรจะยังเพิ่ม YoY จากประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนดีและยอดขายเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศเติบโตเด่น (ได้ประโยชน์บางส่วนจากโครงการร่วมจ่ายจากรัฐบาล) ด้าน GPM คาดลดลง QoQ ที่ราว 40% จาก 42.8% ใน 2Q69 และ 38.5% ใน 3Q68 ขณะนี้ เราคาดว่าราคาต้นทุนวัตถุดิบจะพีคใน 3Q69F จากนั้น margin น่าจะดีขึ้น และกำไร 4Q69F จะเร่งตัวขึ้น QoQ (และเติบโต YoY) จากอุปสงค์ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัวดีขึ้นตามฤดูกาล ธุรกิจในเมียนมาฟื้นตัวและยอดขายในลาว (10% ของยอดขาย) เติบโตต่อเนื่อง 

ii) (+) การดำเนินงานในเมียนมาฟื้นตัว เงื่อนไขการนำเข้าในธุรกิจของ OSP ที่เมียนมา (80% ของยอดขายต่างประเทศ) ดีขึ้น หลังจากต้องหยุดการผลิต 1.5 เดือนใน 2Q69 จากขาดแคลนวัตถุดิบ แต่ปัจจุบันบริษัทได้รับใบอนุญาตนำเข้าครบแล้วและความสัมพันธ์ระหว่างไทย–เมียนมามีสัญญาณดีขึ้น เราจึงคาดว่าการดำเนินงานในเมียนมา 3Q69F จะกลับเป็นปกติ แม้ว่ารายได้จะยังอ่อนแอ QoQ ตามฤดูกาล ก่อนจะฟื้นตัวได้เต็มที่ขึ้นใน 4Q69F แต่ทว่าการนำเงินปันผลกลับประเทศ (dividend repatriation) น่าจะยังล่าช้าต่อไปจากข้อจำกัดของภาครัฐเกี่ยวกับการถอนเงินทุน 

iii) (+) รายได้ค่าเช่าใหม่จากที่ดินสำนักงานใหญ่ เพื่อใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่มีอยู่ OSP จะให้ CPAXT* เช่าที่ดิน 45 ไร่บริเวณสนญ. ที่หัวหมาก (30 ปี) เพื่อพัฒนาโครงการค้าปลีกและไลฟ์สไตล์ขนาดใหญ่ โดยคาดจะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ 2Q70F จากค่าเช่าที่ดินที่เราประเมินไว้ที่ 1–1.1 ลบ./ไร่ เราคาดโครงการดังกล่าวจะสร้างกำไรสุทธิราว 45–50 ลบ./ปี (1.3% ของกำไรสุทธิ) ซึ่งจะเป็นแหล่งกำไรใหม่ประจำให้บริษัท(ที่มา: LivingInsider, Baania และ Thaihometown 

แนวโน้มเป็นอย่างไร…? 

เราปรับเพิ่มกำไรหลักปี 2569–71F ขึ้น 1–5% (Figure 3) เพื่อสะท้อนยอดขายเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศที่แข็งแกร่งขึ้นและผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัว พร้อมปรับเพิ่มสมมติฐาน GPM ขึ้นที่ 40.3%/40.6%/40.6% (เดิม 40.3%/40.4%/40.4%) ตามลำดับ ปัจจุบัน กำไรใหม่ของเรายังสูงกว่า consensus ราว 1–3% เราประเมินว่า การเปลี่ยนแปลง GPM ทุกๆ 1% จะทำให้กำไรหลักของเราปี 2026 เปลี่ยนแปลงไป 5%  

Valuation & action 

เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” OSP โดยขยับไปใช้ราคาเป้าหมายใหม่เป็นกลางปี 2570F ที่ 20.20 บาท (อิงจาก PE ที่ 16x (-1.4 S.D.)) จากเดิม 19.10 บาท (PE ที่ 16x) พร้อมปรับเพิ่มกำไรใหม่ด้วย ขณะนี้ เรายังคงชื่นชอบ OSP ในฐานะเป็นตัวแทนกลุ่มเครื่องดื่มจากจุดเด่นที่เป็นหุ้น defensive ที่เติบโต, กำไรแข็งแกร่ง, valuation น่าสนใจ และ dividend yield ~5% อีกทั้งเรามองว่า upside หุ้นจะมาจาก DPS สูงขึ้น ยอดขายเครื่องดื่มชูกำลังฟื้นตัวและผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัวแข็งแกร่งกว่าคาดกับจัดการต้นทุนที่กดดันอยู่ได้ดี 

Risks 

การแข่งขันเข้มข้น, เศรษฐกิจชะลอตัว, พฤติกรรมผู้บริโภคและต้นทุนวัตถุดิบต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไป

- Advertisement -