บล.ฟิลลิป:
โอสถสภา – OSP (OSP TB)
ครึ่งปีหลังยอดขายยังโต แต่ต้นทุนเพิ่มขึ้น
Key Point
OSP รายงานกำไรสุทธิ 2Q69 ที่ 1,100 ล้านบาท เติบโต 8.9% y-y พร้อมทำสถิติอัตรากำไรขั้นต้นสูงสุดใหม่ที่ 42.8% จากการรับรู้ผลประโยชน์ของการรวมศูนย์การผลิตและการบริหารห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นสูง ยอดขายในประเทศขยายตัวแข็งแกร่งช่วยหักลบปัจจัยลบชั่วคราวจากตลาดเมียนมาที่เผชิญปัญหาใบอนุญาตนำเข้าจนสินค้าขาดแคลน แนวโน้ม 2H69 คาดรายได้โตต่อเนื่อง y-y จากการฟื้นตัวของเมียนมาและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ แต่ต้นทุนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากราคาวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ ปรับไปใช้ราคาพื้นฐานปี 2570 ที่ 21.10 บาท แนะนำ “ซื้อ”
กำไรเติบโตจากอัตรากำไรทำ New High
OSP รายงานกำไรสุทธิ 2Q69 ที่ 1,100 ล้านบาท เติบโต 8.9% y-y โดยปัจจัยที่โดดเด่นที่สุดคืออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่พุ่งสูงขึ้นทำสถิติใหม่ที่ 42.8 % เป็นผลจากการรับรู้ผลประโยชน์ของการรวมศูนย์การผลิตและการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นสูง ในด้านรายได้ ยอดขายเครื่องดื่มในประเทศเติบโต 6% y-y อยู่ที่ 3,906 ล้านบาท และกลุ่มของใช้ส่วนบุคคลเติบโต 8.3% y-y อยู่ที่ 785 ล้านบาท จากความสำเร็จในการรุกตลาดสินค้าพรีเมียมและนวัตกรรมใหม่ สำหรับตลาดต่างประเทศ ยอดขายรวมได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านใบอนุญาตนำเข้าในเมียนมา ทำให้ภาพรวมรายได้ต่างประเทศลดลง 41.9% y-y ตามงบการเงิน แต่หากพิจารณาตลาดต่างประเทศที่ไม่รวมเมียนมาจะเห็นการเติบโตที่แข็งแกร่ง 19.5 % y-yจากการปรับกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่น
ครึ่งปีหลังยอดขายยังโตแต่ต้นทุนเพิ่มขึ้นเช่นกัน
คาดครึ่งปีหลังรายได้ยังเติบโตได้ y-y จากยอดขายในประเทศคาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ช่วยกระตุ้นการบริโภคผ่านร้านค้าดั้งเดิม ขณะที่รายได้ต่างประเทศ ตลาดเมียนมาเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวอย่างชัดเจนหลังจากสถานการณ์ใบอนุญาตนำเข้าเริ่มคลี่คลายในเดือนมิถุนายน และบริษัทได้เร่งระบายสินค้าผ่านด่านชายแดนเพื่อเติมสต็อกที่ขาดแคลน แต่ในด้านต้นทุนคาดอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 3 อาจได้รับแรงกดดันชั่วคราวจากราคาวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่จัดซื้อไว้ล่วงหน้าในช่วงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ก่อนจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 4 เนื่องจากราคาพลาสติกเรซินมีแนวโน้มลดลง ประกอบกับการบริหารต้นทุนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรให้ยั่งยืน ทำให้คาดอัตรากำไรและกำไรใน 2H69 จะอ่อนตัวลง h-h แต่ยังเติบโต y-y
คงประมาณการปี 2569 ปรับไปใช้ราคาพื้นฐานปีหน้า
เรายังคงประมาณการกำไรสุทธิสำหรับปี 2569 ไว้ที่ 3,844 ล้านบาท เติบโต 4.8% y-y โดยผลกำไรสุทธิใน 1H69 คิดเป็นสัดส่วน 58.7% ของประมาณการกำไรทั้งปี และปรับไปใช้ราคาพื้นฐานปี 2570 ที่ 21.10 บาทต่อหุ้น เมื่อเทียบกับราคาปัจจุบัน จะมี Upside อยู่ที่ 19.2% นอกจากนี้ บริษัทได้ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่ 0.45 บาทต่อหุ้น (กำหนด XD วันที่ 27 สิงหาคม) คิดเป็น Dividend Yield 2.5% แนะนำ “ซื้อ”








