บล.พาย:
BANKING สินเชื่อใน 7M26 โตดีขึ้น แม้ชะลอลงเดือน ก.ค. (NEUTRAL)
TOP PICK: KKP KBANK
สินเชื่อสุทธิเดือน ก.ค. 2026 เพิ่มขึ้น 0.1% MoM (+2.5% YoY) ชะลอตัวจาก +0.8% ในเดือน มิ.ย. เป็นการลดลงของ BBL CIMBT KBANK SCB TTB ขณะที่สินเชื่อเติบโตหลักจาก KTB CREDIT LHFG ทำให้สินเชื่อใน 7M26 ขยายตัว 2.6% YTD ทั้งนี้ คาดว่าสินเชื่อใน 3Q26 แนวโน้มทรงตัว หรืออาจอ่อนตัวลง QoQ ก่อนที่คาดจะกลับมาเร่งตัวใน 4Q26 ซึ่งเป็นไตรมาสที่มีปัจจัยหนุนจากการส่งออก และการท่องเที่ยว โดยคาดสินเชื่อรวมในปี 2026 เติบโตราว 3% YoY ทั้งนี้ นโยบายการเงินผ่อนคลายช่วยหนุนการเติบโตเศรษฐกิจไทย ทำให้คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะทรงตัวที่ 1% ในปี 2026 ด้านผลการดำเนินงาน คาดกำไรสุทธิรวมปี 2026 ปรับลดลง 1% YoY (2025: +4%) ส่งผลให้ ROE ปรับลดลงเหลือ 9% จาก 9.3% ในปี 2025 และกำไรกลับมาเติบโต 3% ในปี 2027 ด้าน Valuation SETBANK ปรับขึ้นเฉลี่ย 33% YTD ดีกว่า SET (+27% YTD) กลุ่มธนาคารซื้อขายที่ 1.0x PBV’26E (สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ที่ 0.85x) และ 11.5x P/E’26E (สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ที่ 9.5x) อัตราผลตอบแทนค่อนข้างจำกัดในระยะสั้น แต่อัตราผลตอบแทนเงินปันผลยังสูงเฉลี่ย 5.3% คงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” เลือก KKP KBANK เป็น Top pick
สินเชื่อเดือน ก.ค. 2026 เพิ่ม 0.1% MoM หนุนจาก KTB CREDIT LHFG
-
สินเชื่อสุทธิรวมเดือน ก.ค. 2026 ของธนาคาร 11 แห่งในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มขึ้น 0.1% MoM ที่ 13.2 ล้านล้านบาท (+2.5% YoY) ชะลอตัวจาก +0.8% MoM ในเดือน มิ.ย. การเติบโตเนื่องจาก KTB (+2% MoM) CREDIT (+1%) KKP (+1.1%) และ LHGH (+1%)
-
สินเชื่อสุทธิใน 7M26 เติบโต 2.6% YTD (ม.ค.-ก.ค.) เทียบกับ -1.7% ใน 7M25 ธนาคารส่วนใหญ่รายงานสินเชื่อขยายตัว ยกเว้นเพียง TTB ที่สินเชื่อลดลง YTD โดย CREDIT (+8.1% YTD) และ LHFG (+8%) สินเชื่อเติบโตโดดเด่น นอกจากนี้ KTB (+6.1% YTD) สินเชื่อขยายตัวโดดเด่นในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่
-
เงินฝากรวมเพิ่มขึ้น 0.5% MoM ที่ 15.5 ล้านล้านบาท (+3.4 %YoY) และขยายตัว 1.5% YTD ทำให้สัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากลดลงที่ 84.7% จาก 85% ในเดือน มิ.ย. 2026
-
คาดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% สิ้นปี 2026 สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ แม้ว่าการคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยจะคาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปี 2026 จะสูงกว่าที่ 2.8%
-
ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของกลุ่มธนาคารมีเสถียรภาพมากขึ้น โดย NIM ทรงตัว QoQ ที่ 2.8% ใน 2Q26 แต่ยังปรับลดลง 37 bps YoY และเรามองว่า NIM ใน 2H26 จะทรงตัวเมื่อเทียบกับ 2Q26 ทำให้ NIM เฉลี่ยในปี 2026 ที่ 2.8% ลดลงจาก 3.1% ในปี 2025 เพราะผลกระทบจากการปรับลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ในปี 2025-1Q26
-
กลุ่มธนาคารรายงานกำไรสุทธิรวมที่ 119.6 พันล้านบาท (-1% YoY) ใน 1H26 กดดันจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงจาก NIM ที่อ่อนตัว และทำกำไรจากเงินลงทุนลดลง แม้ว่ารายได้ค่าธรรมเนียม และกำไรสุทธิจากเครื่องทางการเงิน FVTPL เพิ่มขึ้น รวมทั้งสำรองหนี้ฯ ปรับลดลงจากคุณภาพสินเชื่อที่ยังควบคุมได้ดี โดยมี NPL ratio เฉลี่ยลดลงที่ 3.6% จาก 3.7% สิ้นปี 2025
-
แนวโน้มใน 2H26 คาดกำไรจะทรงตัว หรืออ่อนตัวลงเล็กน้อย YoY จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง และลดลง HoH จากค่าใช้จ่ายดำเนินการสูงขึ้นจากปัจจัยฤดูกาลที่ค่าใช้จ่ายจะเร่งตัวขึ้นสูงในไตรมาสที่ 4 ทำให้คาดว่ากำไรสุทธิรวมในปี 2026 จะลดลง 1% YoY
-
งบดุลแข็งแกร่ง และการขยายสินเชื่อที่จำกัด แม้คาดสินเชื่อในปี 2026 รวมจะขยายตัวราว 3% ธนาคารสามารถรักษาการจ่ายเงินปันผลสูง และบางธนาคารอาจทำโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อการบริหารเงินกองทุนที่มีประสิทธิภาพ เราคาดอัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยที่ 5.3% และคาด ROE ของกลุ่มธนาคารในปี 2026 ปรับลดลงเหลือ 9% ในปี 2026 จาก 9.3% ในปี 2025
น้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” KKP KBANK เป็น Top pick
น้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” แนวโน้มการเติบโตของกำไรในช่วง 2H26 อ่อนแอลง ขณะที่ราคาหุ้นตอบรับเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยที่เติบโตดีกว่าคาด ทำให้มี Upside gain จำกัด อย่างไรก็ดี กลุ่มธนาคารมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูง และงบดุลที่แข็งแกร่ง เลือก KKP เป็นหุ้นเด่น (1) คาดกำไรสุทธิในปี 2026 ขยายตัวโดดเด่น (2) คุณภาพสินเชื่อแข็งแกร่งขึ้น และ (3) ผลตอบแทนเงินปันผลสูง และ (4) ROE แนวโน้มปรับสูงขึ้น และ KBANK (1) กำไรเติบโตในปี 2026 (2) ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี และ (3) มีโอกาสในการจ่ายเงินปันผลพิเศษเพิ่มอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงขึ้นกว่าคาดได้








