บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):
C.P. Axtra PCL (CPAXT.BK/CPAXT TB)
ประมาณการ 3Q69F: ขาดทุนสุทธิ (Neutral‧Maintained)
Event
เราคาดว่า CPAXT จะขาดทุนสุทธิ 372 ล้านบาท ใน 3Q69F เพราะมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวซึ่งเกี่ยวข้องกับการปิดสาขาขนาดเล็ก (B2C) และ สาขาในเสียมเรียบ (B2B) ~2.5 พันล้านบาท แต่หากตัดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวออกไป เราคาดว่ากำไรจากธุรกิจหลักใน 3Q69F จะอยู่ที่ 1.6 พันล้านบาท (-13% YoY, -13% QoQ) เนื่องจากอุปสงค์ของธุรกิจ B2C อ่อนแอเพราะได้รับผลกระทบจากโครงการไทยช่วยไทยเต็มไตรมาส และ มีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการ Happitat ทำให้กำไรจากธุรกิจหลักในงวด 9M69F อยู่ที่ 6.3 พันล้านบาท (-7% YoY) และ คิดเป็น 72% ของประมาณการกำไรเต็มปีของเรา
Impact
SSSG มีทั้งบวก และ ลบ โดยที่ margin เพิ่มขึ้น
เนื่องจากได้รับผลกระทบเต็มไตรมาสจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสซึ่งทำให้ความนิยมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป เราจึงคาดว่า SSSG จะสวนทางกัน โดยคาดว่าของธุรกิจ B2B จะเป็นบวกที่ +2% แต่ของธุรกิจ B2C จะติดลบที่ -7% ซึ่งเมื่อรวมกับผลของการขยายสาขา และ การซื้อกิจการ Lucky Frozen (ใน 3Q68) และ The Food Purveyor (ใน 3Q69) เราคาดว่ายอดขายใน 3Q69F จะอยู่ที่ 1.248 แสนล้านบาท (+2% YoY, -1% QoQ) โดยคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจากการขายจะอยู่ที่ 14.4% (+10bps YoY, +40bps QoQ) โดยจะเพิ่มขึ้น 10bps YoY จากธุรกิจ B2B และ เพิ่มขึ้น 40bps YoY จากธุรกิจ B2C เพราะราคาขายอาหารสดสูงขึ้น (ราคาหมู +1% YoY, +12% QoQ; ราคาไก่ +10% YoY, +14% QoQ) และ มีการจัดแคมเปญส่งเสริมการขายลดลง ซึ่งช่วยชดเชย product mix ที่เปลี่ยนไปเน้นอาหารแห้งมากขึ้น
ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจากการปรับพอร์ต (portfolio optimization)
เนื่องจากมีการขยายช่องทาง omni-channel อย่างต่อเนื่อง และ มีค่าใช้จ่ายก่อนเปิดดำเนินการของโครงการ Happitat เราจึงคาดว่าค่าใช้จ่าย SG&A ของทั้งธุรกิจ B2B และ B2C จะเร่งตัวขึ้นเร็วกว่าอัตราการเติบโตของยอดขาย ส่งผลให้สัดส่วน SG&A ต่อยอดขายของธุรกิจ B2B อยู่ที่ 10.5% และ ของธุรกิจ B2C อยู่ที่ 20.7% นอกจากนี้ เรายังคาดว่าบริษัทจะมีการปิด Lotus’s go fresh (ร้าน format เล็ก) พื้นที่รวมประมาณ 7% ของพื้นที่ทั้งหมดเพื่อทำการปรับพอร์ต (portfolio optimization) และ ทำให้มีการบันทึกค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจากการ write-down ประมาณ 2.5 พันล้านบาทในไตรมาสนี้
คาดว่ากำไรจะฟื้นขึ้นในไตรมาสที่สี่
เนื่องจากมีปัจจัยกดดันใน 3Q69F เราจึงคาดว่าผลประกอบการน่าจะดีขึ้น QoQ ใน 4Q69F เพราะเป็นหน้าเทศกาล อย่างไรก็ตาม เรามองว่าการเติบโต YoY ยังมีความท้าทาย เพราะอุปสงค์ที่ลดลงจากการต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส, ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการ Happitat, การขยายช่องทาง omni-channel และ อาจมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปิดสาขา เราคาดว่าบริษัทน่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 1-2ไตรมาสเพื่อปรับพอร์ตให้เสร็จ ดังนั้น เราจึงคาดว่าผลประกอบการน่าจะ underperform ในปีนี้ ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นในปี 2570F หลังจากที่การเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว
Valuation
เรายังคงคำแนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569F ที่ 15.00 บาท อิงจาก PER ที่ 18.0x (ค่าเฉลี่ยในอดีตของหุ้นกลุ่มนี้ในตลาดโลก -2.0 S.D.) เราแนะนำให้นักลงทุนรอดูสถานการณ์ไปก่อน โดยควรจับตาค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นใน 2H69 รวมถึงความสำเร็จ/ความคืบหน้าที่เกี่ยวข้องกับการขยายธุรกิจ
Risk
เศรษฐกิจชะลอตัว, ราคาสินค้าเกษตรลดลง, ขยายสาขาได้ช้ากว่าที่คาดไว้, disruption ที่เกิดจากเทคโนโลยีใหม่, ความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์ทางการ และ ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการขยายกิจการในต่างประเทศ







