สรุปภาพรวมตลาด ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 3% ในวันพุธ (4 พ.ย.) หลังจากพรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา และกระตุ้นการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
สรุปภาพรวมตลาด
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 53,356.12 จุด เพิ่มขึ้น 1,569.40 จุด หรือ +3.03%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,688.62 จุด เพิ่มขึ้น 119.70 จุด หรือ +1.58% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,736.51 จุด เพิ่มขึ้น 364.50 จุด หรือ +1.44%
ตลาดหุ้นยุโรปปิดที่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 เดือนในวันพุธ (4 พ.ย.) โดยดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นในวงกว้าง หลังพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะและครองเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ขณะที่หุ้น Novo Nordisk ผู้ผลิตยา Wegovy พุ่งขึ้น หลังปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการทั้งปี
สรุปภาพรวมสินทรัพย์อื่นๆ
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 8% ในวันพุธ (4 พ.ย.) หลังจากพรรคเดโมแครตสามารถโค่นเอาชนะพรรครีพับลิกันของโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งนักลงทุนมองว่าการเปลี่ยนขั้วอำนาจในสภาคองเกรสเช่นนี้อาจทำให้สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านยุติลงเร็วขึ้น
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 7.97 ดอลลาร์ หรือ 8.29% ปิดที่ 88.12 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนม.ค. ลดลง 8.98 ดอลลาร์ หรือ 8.67% ปิดที่ 94.62 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 3% ในวันพุธ (4 พ.ย.) ทำสถิติปรับตัวขึ้นในวันเดียวที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนส.ค. โดยได้แรงหนุนจากสกุลเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงหลังจากพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ขณะที่นักลงทุนจับตาตัวเลขจ้างนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 132.60 ดอลลาร์ หรือ 3.37% ปิดที่ 4,073.00 ดอลลาร์/ออนซ์
SET Index:
เราคาด SET Index จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,470–1,520 จุด เรามองว่าการที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ จะส่งผลบวกต่อ SET ในระดับหนึ่ง โดยคาดว่า SET Index วันนี้มีโอกาสปรับตัวขึ้นรับข่าวดังกล่าว เนื่องจากการครองเสียงข้างมากของพรรคเดโมแครตอาจช่วยจำกัดแผนการใช้จ่ายภาครัฐของทรัมป์ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีโอกาสปรับตัวลดลง เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง และเพิ่มโอกาสที่เงินทุนจะไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงตลาดหุ้นไทย ทั้งนี้ Bond Yield ที่ลดลงจะเป็นผลดีต่อหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (AP, SPALI) กลุ่มโรงไฟฟ้า (GPSC, BGRIM) และกลุ่มไฟแนนซ์ (MTC, SAWAD) ขณะที่กลุ่มธนาคารอาจได้รับผลกระทบทั้งบวกและลบจากแรงกดดันที่อาจเกิดขึ้นต่อส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อย่างไรก็ตาม เรายังแนะนำให้ติดตามทิศทางหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก ซึ่งยังมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง และอาจส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นโดยรวม
หุ้นแนะนำ
MTC: เราแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากคาดว่า MTC จะมีกำไรปกติต่อหุ้นเติบโตแข็งแกร่งในอัตรา 13.4-15.0% ในช่วง FY26-28 และบริษัทมีคุณภาพสินทรัพย์ทรงตัวตลอดสี่ไตรมาสที่ผ่านมา
(Take profit: 30.50 / Stop loss: 28.75)
AP: เราแนะนำ “ซื้อ” AP เพราะมองเชิงบวกต่อแนวโน้ม presales และกำไรใน 2H26 และความชัดเจนในการโอนกรรมสิทธิ์ อีกทั้งเราคาดว่าบริษัทจะมีกำไรสุทธิเติจบโตต่อเนื่อง qoq โดยเรามองว่าปัจจัยบวกที่น่าจะช่วยหนุนราคาหุ้นคือ GPM ที่สูงกว่าคาดและการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
(Take profit: 8.00 / Stop loss: 7.65)









