บล.พาย:
FINANCE สินเชื่อและ NIM ขยายตัวหนุนกำไรใน 3Q26 (NEUTRAL)
TOP PICK: MTC TIDLOR
เราคาดกำไรสุทธิรวมใน 3Q26 ที่ 7.1 พันล้านบาท (+10% YoY, -1% QoQ) และ NPL ratio ทรงตัวที่ 2.5% ขณะที่แนวโน้มใน 4Q26 ขยายตัวต่อเนื่อง YoY และคาดว่ากำไรสุทธิรวมปี 2026 เติบโต 12% อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกดดันราคาน้ำมันดิบผันผวนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและความสามารถในการชำระหนี้อ่อนแอลงได้ บริษัทเพิ่มความระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อใหม่มากขึ้น เราคาดกำไรรวมเติบโตชะลอตัวที่ 7% ในปี 2027 ด้านการลงทุน แม้ Valuation ไม่แพง กลุ่มฯ ซื้อขายเฉลี่ยที่ 1.2x PBV’26E เทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 2.6x แต่เพราะความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก เช่น Bond yield สูงขึ้น และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์กดดันจิตวิทยาการลงทุน คงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” เลือก MTC TIDLOR เป็นหุ้นเด่น
คาดกำไรสุทธิรวมใน 3Q26 เติบโต YoY แต่ลดลง QoQ คุณภาพสินเชื่อทรงตัว
-
คาดกำไรสุทธิก่อนสำรองหนี้ฯ รวม (PPOP) ในกลุ่มของบริษัทไมโครไฟแนนซ์ 4 แห่ง อยู่ที่ 12.6 พันล้านบาท (+6.8% YoY, +2.2% QoQ) และกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 7 พันล้านบาท (+9.8% YoY, -0.5% QoQ) การเติบโต YoY หนุนจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัว บริษัททั้ง 4 แห่งมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัว โดยเฉพาะ MTC TIDLOR เติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มฯ ขณะที่คาดกำไรปรับลดลงเล็กน้อย QoQ เนื่องจาก 1) สำรองหนี้ฯ เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับสินเชื่อขยายตัว และ 2) ค่าใช้จ่ายการดำเนินงานสูงขึ้น
-
คาดกำไรสุทธิรวมใน 9M26 เพิ่มขึ้น 15.6% YoY ที่ 21 พันลบ. หนุนจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัว และสำรองหนี้ฯ ลดลง
-
สินเชื่อรวมใน 3Q26 แนวโน้มขยายตัว 1.2% QoQ (+4.6% YoY) ชะลอตัวจากโต 1.6% QoQ ใน 2Q หนุนจากสินเชื่อจำนำทะเบียนเป็นหลัก ส่งผลให้สินเชื่อรวมใน 9M26 เพิ่มขึ้น 2.3% YTD หนุนจาก MTC TIDLOR เป็นหลัก โดยมีเพียง KTC ที่สินเชื่อหดตัว YTD
-
ลูกหนี้บางกลุ่มยังคงประสบปัญหาการชำระหนี้ตามเวลา คาดหนี้เสียรวมปรับสูงขึ้น 2.3% QoQ ที่ 12.6 พันล้านบาท ขณะที่ NPL ratio ทรงตัวที่ 2.5% เพราะฐานสินเชื่อที่ขยายตัวเช่นกัน และ Coverage ratio ของกลุ่มไฟแนนซ์ คาดว่าปรับลดลงที่ 184.5%
-
แนวโน้มกำไรรวมใน 4Q26 ขยายตัว YoY ผลจากสินเชื่อขยายตัวและ NIM สูงขึ้น ขณะที่กำไรค่อนข้างทรงตัว QoQ โดยคาดกำไรสุทธิรวมของกลุ่มไมโครไฟแนนซ์ (รวม AEONTS) ในปี 2026 ปรับเพิ่มขึ้น 12% YoY จาก 1) รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 2) รายได้ค่าธรรมเนียมปรับสูงขึ้น และ 3) สำรองหนี้ฯ ลดลง โดยบริษัทส่วนใหญ่รายงานกำไรเติบโตในปี 2026 และ TIDLOR เติบโตโดดเด่น +25% นอกจากนี้ KTC (+10%) MTC (+14%) SAWAD (+11%) แต่คาดกำไรของ AEONTS ปรับลดลง 7%
-
ในปี 2027 แม้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัวต่อเนื่อง แต่คาดว่าการเติบโตของกำไรรวมจะชะลอตัวที่ 7% YoY เนื่องจากรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตชะลอตัว และค่าใช้จ่ายดำเนินงานปรับสูงขึ้น
-
บริษัทส่วนใหญ่ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อใหม่และให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามหนี้ แม้หนี้เสียมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น แต่ในภาพรวมการควบคุมหนี้เสียเป็นไปตามเป้าหมาย กอปรกับมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ เช่น ไทยช่วยไทยพลัส และการช่วยเหลือ SME โดยคาด NPL ratioของกลุ่มฯ ทรงตัวที่ 2.4% ในปี 2026
-
ปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระทบการเติบโต (1) ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นและอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น (2) เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำ (3) หหนี้ครัวเรือนระดับสูง และ (4) มาตรการควบคุมของธนาคารแห่งประเทศไทย
-
คงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” แม้มีความท้าทายจากเศรษฐกิจชะลอตัวและหนี้ครัวเรือนสูง การปล่อยสินเชื่อใหม่แนวโน้มชะลอตัว แต่กลุ่มไมโครไฟแนนซ์ได้รับประโยชน์จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยทำให้ NIM มีเสถียรภาพดีขึ้น และสามารถผ่อนคลายสำรองหนี้ฯ ลงเป็นปัจจัยหนุนกำไรเติบโตในปี 2026
-
ด้าน Valuation กลุ่มฯ ซื้อขายเฉลี่ยที่ 1.2x PBV’26E เทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี (2021-2025) ที่ 2.6x และซื้อขายที่ 8.3x PE’26E เทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 15.8x
-
หุ้นเด่น เลือก MTC จาก 1) อัตราการเติบโตของกำไร 2 หลักต่อเนื่องในปี 2026-27 2) Valuation ไม่แพง ซื้อขายที่ 1.2x PBV’26E และ 8.4x PE’26E บนสมมติฐาน ROE ที่ 16.5% และ TIDLOR จาก 1) อัตราการเติบโตของกำไรโดดเด่นในปี 2026 (2) งบสมดุลแข็งแกร่ง และ (3) การซื้อหุ้นคืนวงเงินไม่เกิน 2.4 พันล้านบาท และจำนวนหุ้นซื้อคืนไม่เกิน 122.82 ล้านหุ้น (28 พ.ค.-27 พ.ย. 2026)








