Daily Focus: โมเมนตัม SET ระยะนี้มีลุ้นแกว่งทดสอบต้านหลัก 1470+- จุด
2024 SET Target: 1470
ตลาดหุ้นวานนี้ : SET Index แกว่งตัว Sideways Up ได้ตามคาด ปิดบวกอีก 4.17 จุด ที่ระดับ 1,456.97 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่บางลงเหลือ 4.9 หมื่นลบ. โดยมีแรงหนุนจาก GULF และ DELTA ที่ปรับตัวขึ้นแรง ขณะที่กลุ่มน้ำมันพักตัว นักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องเป็นวันที่ 11 และเร่งขึ้นเป็น 2.1 พันลบ. ขณะที่สถาบันในประเทศยังเป็นฝ่ายซื้อสุทธิต่อเนื่องเป็นวันที่ 7 อีก 1.6 พันลบ. (นักลงทุนต่างชาติ Long Index Futures เพิ่มอีก 5.2 พันสัญญา)
แนวโน้มตลาดวันนี้ : เราคาด SET Index ยังมีโมเมนตัมเชิงบวกระยะสั้น และมีโอกาสแกว่งขึ้นทดสอบขอบบนของกรอบ Sideways บริเวณ 1,470+- จุด หนุนจากทั้งบรรยากาศการลงทุนต่างประเทศที่ยังค่อนไปในเชิงบวก รวมถึงแรงซื้อจากสถาบันในประเทศจากเม็ดเงินใหม่ของกองทุนวายุภักษ์ 1 สำหรับปัจจัยต่างประเทศตลาดยังคงติดตามสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางต่อเนื่อง โดยเฉพาะการตอบโต้ของอิสราเอล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ยังยืนระดับ US$76-77 ต่อบาร์เรล ส่วนฝั่งสหรัฐฯคืนนี้ติดตามตัวเลขเงินเฟ้อ CPI (ตลาดคาด Headline +0.1% m-m, +2.5% y-y ส่วน Core คาด +0.2% m-m, +3.2% y-y) เชื่อว่ามีโอกาสต่ำที่จะออกมา Surprise ในทางสูง ทำให้ปัจจุบันเงินเฟ้อไม่ได้เป็นประเด็นหลักที่ตลาดกังวล โดยจับตาตลาดแรงงานเป็นหลัก ส่วนฝั่งของ FED ตลาดยังทยอยลดคาดการณ์การปรับลดดอกเบี้ยลงอีกเล็กน้อยตอบรับรายงานการประชุม FED ที่ระบุว่ามีการถกเถียง และไม่ได้มีมติเอกฉันท์ในการลดดอกเบี้ย 50 bps ในเดือน ก.ย. ส่งผลให้ Bond Yield สหรัฐฯขยับขึ้นอีกเล็กน้อยยืนเหนือ 4% ทั้งอายุ 2 และ 10 ปี ด้านปัจจัยในประเทศ ยังต้องติดตามยังคงเป็นสถานการณ์นำท่วมว่าจะลุกลามอีกหรือไม่ แต่เชื่อว่าจะคลี่คลายในเดือนหน้า เรายังคงมุมมองเชิงบวกระยะกลาง-ยาวต่อตลาดหุ้นไทยหนุนจากนโยบายกระตุ้นและแนวโน้มเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวใน 4Q24-2025 ขณะที่ Downside ถูกจำกัดจากเม็ดเงินจากกองทุนวายุภักษ์ 1 ที่ทยอยซื้อหุ้นไทยต่อเนื่อง ส่วนระยะสั้นคาด ตลาดจะเริ่มโฟกัสผลประกอบการ 3Q24 มากขึ้น
กลยุทธ์ : เลือกหุ้นที่คาดแนวโน้มกำไร 3Q24 แข็งแกร่ง // ส่วนที่สะสมในช่วงก่อนหน้ายังถือลงทุนต่อเนื่องระยะกลาง-ยาว
หุ้นเด่นเดือน ต.ค. : AOT, BCH, CBG, CPN, KCG
FSSIA Portfolio: AOT, CHG, CALL, CPN, GPSC, KCG, KTB, MTC, NSL, SHR, TU
หุ้นเด่น Finansia 10 ต.ค. 24 : MAGURO
- แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 2025 ที่ 22 บาท
- เราคาดโมเมนตัมกำไร 3Q24 จะเร่งตัวขึ้นเป็น 22 ลบ. +72% q-q, +17% y-y แม้ SSSG อาจยังไม่ได้เติบโตโดดเด่น แต่ได้แรงหนุนจากสาขาใหม่ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้เติบโตทำ New High นอกจากนี้ยังไม่มีค่าใช้จ่าย IPO เหมือนใน 2Q24 ขณะที่ต้นทุนแซลมอนปรับลงแรง
- ผู้บริหารปรับเพิ่มเป้าเปิดสาขาใหม่ปี 2024 เป็น 13 สาขา จากเดิม 11 สาขา และจะเห็น 2 แบรนด์ใหม่ ล่าสุดเซ็นสัญญารับสิทธิ Franchise แต่เพียงผู้เดียวในไทยในการเปิดร้านอาหาร Tonkatsu Aoki และคาดเห็นเพิ่มอีก 1 แบรนด์ภายในปีนี้ เราคาดกำไรปี 2025-27 +23% CAGR
- แนวรับ 16.60-16.50 บาท แนวต้าน 17.60//18 บาท
Fund Flow : วานนี้กระแสเงินทุนโดยรวมผสมผสานสุทธิแล้วไหลออกจากภูมิภาคบางๆ US$30 ล้าน เม็ดเงินไหลเข้าไต้หวัน US$195 ล้าน ส่วนเกาหลีใต้ปิดทำการ ขณะที่ฝั่งอาเซียนเม็ดเงินไหลออกหนาแน่นที่อินโดนีเซีย US$162 ล้าน ตามด้วยไทย US$62 ล้าน แนวโน้มกระแสเงินทุนคาดว่าจะยังผสมผสานต่อเนื่อง โดยรอจับตาตัวเลขเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯเดือนก.ย. คืนนี้
ประเด็นสำคัญวันนี้
(+) CPALL คาดกำไรปกติ 3Q24 ที่ 5.9 พันลบ. -4% q-q, +38% y-y หนุนจาก SSSG ที่คาดเป็นบวก 3% ทั้ง 7-eleven Makro และ Lotus’s ขณะที่ Margin คาดยังอยู่ในระดับที่ดีต่อเนื่อง เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรปกติปี 2024-25 ขึ้นเป็น 2.45 หมื่นลบ. +35% y-y และ 2.77 หมื่นลบ. +13% y-y ปรับใช้ราคาเป้าหมายปี 2025 ที่ 83 บาท ราคาหุ้นยังเทรด Valuation น่าสนใจที่ 2025PER ราว 21.1 เท่า แนะนำ “ซื้อ”
(+) BJC ด้าน SSSG ฟื้นตัวดีในเดือน ก.ย. มาอยู่ที่ 4-5% แม้กระนั้นก็ตามกำไรปกติปี 2024 น่าจะลดลง 6% y-y หุ้นมีปัจจัยหนุนสาคัญคือ การเปิดตัวสินค้าใหม่ ต้นทุนวัตถุดิบที่ทรงตัวในระดับต่ำ และการมุ่งเน้นไปที่สินค้าอาหารสดและ Private label คาดกำไรปกติปี 2025 +16%y-y จากยอดขายและอัตรากำไรที่สูงขึ้นรวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงและอัตราภาษีที่คาดว่าจะกลับสู่ระดับปกติ เราคาดกำไรปกติปี 2025-26 +11% CAGR ราคาเป้าหมายปี 2025 ที่ 31 บาทเริ่มด้วยคาแนะนำ “ซื้อ”
(+) KTB เรามีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มธุรกิจในปี 2025-26 หนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งจะหนุนการเติบโตของสินเชื่อได้ดี และพอร์ตสินเชื่อที่แข็งแกร่ง โดยสินเชื่อรายจะมีลักษณะเฉพาะหากเทียบกับแบงก์อื่นเพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ อีกทั้งการให้บริการด้าน digital banking ที่ดี เช่น แอปเป๋าตัง ด้านคุณภาพสินทรัพย์ถือว่ามีความูกังวลน้อยสุดในบรรดาแบงก์ใหญ่ทั้งหมด NPL ผ่านพีคที่ 5.26% ในปี 2018 ลงมาที่ 3.86% สิ้นปี 2023 และปัจจุบันทรงตัวอยู่ที่ 3.85% เรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2024-26 เติบโตเฉลีย 3.2% CAGR และปรับใช้ราคาเป้าหมายปี 2025 ที่ 23.50 บาท ยังแนะนำ “ซื้อ” และเป็น Top pick
(0) AEONTS โทนประชุมนักวิเคราะห์เป็นกลาง บริษัทเน้นอธิบายคุณภาพสินทรัพย์ที่คาดฟื้น ตัวใน 2HFY24 ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หลัง NPL เพิ่มขึ้นเป็น 5.8% ใน 20FY24 สูงกว่า 5% ของ guidance บริษัท จากูการช่วยเหลือลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มขึ้น แต่เราเชื่อว่า NPL ยังยืนระดับสูงต่อเนื่อง 2H24 สินปี FY24 น่าจะอยู่ที่ 5.5% แนวโน้มกำไร 2HFY24 บริษัทคาดพอร์ตสินเชื่อจะกลับมาเติบโตในช่วงที่เหลือของปี ผลกระทบในเชิงบวกจาก write-offs ที่ลดลง เราคงคาดกำไรสุทธิปี FY24-26 +2.5% CAGR ยังแนะนำ “ถือ”
(-) SCGP แนวโน้มกำไร 3Q24 แย่กว่าที่เคยคาด อาจลดลง 30% เศษ q-q, y-y ต่ำกว่า 1 พันลบ. จาก Global PMI ภาคการผลิตหดใน 3Q24 จีนอ่อนแอกว่าที่คาด อีกทั้งยังได้รับกระทบจาก Fajar ที่อินโดนีเซีย ซึ่งต้องรวมงบเต็ม 100% และมีดอกเบี้ยจ่ายจากการซื้อ Fajar รวมถึง ต้นทุนเศษกระดาษที่เพิ่ม แต่ปรับราคาขายไม่ได้เพราะ demand อ่อนแอ จึงกดดันมาร์จิ้นแนวโน้ม 4Q24 ควรดีขึ้นตาม high season เราอยู่ระหว่างปรับประมาณการลง แม้ภาพจะดูแย่กว่าเดิม แต่มองว่า SCGP กำลังปรับตัว อาจใช้เวลาอีก 2 ไตรมาส ระยะยาวยังมองดี ถ้าจีนกลับมาดีขึ้นได้จะยิ่งเป็นบวกกับลูกของ SCGP
(+) ตลาดดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 431.63 จุด หรือ +1.03% ปิดที่ 42,512.00 จุด โดยดาวโจนส์ และ S&P500 ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เปิดเผยรายงานการประชุมประจำเดือนก.ย. ขณะที่นักลงทุน จับตาการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ และผลประกอบการประจำไตรมาส 3/2567 ของบริษัทจดทะเบียน
(+) ตลาดหุ้นยุโรป ปิดบวก โดยดีดตัวขึ้นหลังจากร่วงลงในวันอังคาร ขณะที่นักลงทุนมุ่งความสนใจไปที่แนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในสัปดาห์หน้า และรอดูการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐในสัปดาห์นี้
(+) ตลาดหุ้นเอเชีย เปิดบวก จากแรงหนุนตามทิศทางตลาดสหรัฐฯ วานนี้ ขณะที่มีปัจจัยภายในภูมิภาคที่น่าจับตาคือ ทิศทางของตลาดจีน หลังดัชนี CSI 300ปรับตัวลดลงกว่า 7% เมื่อวานนี้ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ไม่แรงรุนเท่าที่ตลาดคาดหวัง
(0) ค่าเงินบาท ทรงตัว อยู่ที่บริเวณ 33.53 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ -0.07%
(-) ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ลดลง 33 เซนต์ หรือ 0.45% ปิดที่ 73.24 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังสหรัฐฯ เปิดเผยสต็อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์เพิ่มขึ้นมากกว่าคาด อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันลดช่วงลบ โดยได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันของอิหร่าน รวมทั้งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากพายุเฮอร์ริเคนมิลตัน (Milton) ที่พัดถล่มสหรัฐฯในขณะที่เช้านี้บวกอยู่ที่ระดับ 73.62 ดอลลาร์/บาร์เรล หรือ +0.52%
(-) ราคาทองคำ COMEX ลดลง 9.40 ดอลลาร์ หรือ 0.36% ปิดที่ 2,626.00ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์เป็นปัจจัยกดดันตลาดนอกจากนี้ ตลาดทองคำยังคงถูกกดดันจากการที่นักลงทุนลดความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุมเดือนพ.ย. หลังจากสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขจ้างงานที่แข็งแกร่งเกินคาด ในขณะที่เช้านี้ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 2,626.10 ดอลลาร์/บาร์เรล
SPDR Gold Trust ถือครองทองคำ 876.26/ –
ปัจจัยที่ต้องติดตาม
| 10 ต.ค. | สหรัฐ: เงินเฟ้อ (ก.ย.)
IMF: World Economic Outlook |
| 11 ต.ค. | สหรัฐ: Core PPI (ก.ย.) |
| 13 ต.ค. | จีน: เงินเฟ้อ (ก.ย.), ส่งออก (ก.ย.), New Yuan Loan (ก.ย.) |
| 14 ต.ค. | OPEC monthly report |
| 15 ต.ค. | แคนนาดา: เงินเฟ้อ (ก.ย.)
จีน: PBoC 1-year MLF Announcement |








