บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย):

Muangthai Capital PCL (MTC TB)

สรุปจากงาน Maybank Invest Thailand

นักลงทุนกังวลต้นทุนภาคเกษตรที่เพิ่มขึ้น

CEO และ CFO ได้เข้าร่วมงาน Maybank Invest Thailand ของเราเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อพบปะกับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศกว่า 20 ราย คำถามส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์ระยะยาวในการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดสินเชื่อ และผลกระทบเชิงลบจากราคาพลังงานและปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้น เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยปรับลดราคาเป้าหมายลงเหลือ 42 บาท (จากเดิม 48 บาท) หลังจากปรับลดคาดการณ์กำไร (อิง P/E ปี 2569 ที่ 12.4 เท่า และ P/BV ที่ 1.8 เท่า) เราเชื่อว่าการมุ่งเน้นไปที่สินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ที่มีวงเงินกู้ขนาดเล็กและการเข้าถึงชุมชนท้องถิ่นเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนของ MTC โดยมีความเสี่ยงสำคัญคือความอ่อนแอของคุณภาพสินทรัพย์

ไร้ผลกระทบใน 1Q69 คาดสินเชื่อปี 2569 เติบโตชะลอตัว

CEO มองว่าสงครามตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นยังไม่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของสินเชื่อและการเรียกเก็บเงินสดใน 1Q69 แต่คาดว่าจะเริ่มเห็นผลกระทบบ้างในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนปีนี้ เกษตรกรบางรายเริ่มลังเลที่จะกู้ยืมเพื่อทำการเกษตร เนื่องจากราคาปุ๋ยและน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในขณะที่ราคาข้าวยังคงที่ ดังนั้น CEO จึงคาดว่าการเติบโตของสินเชื่อในปีนี้จะเป็นไปตามกรอบล่างของเป้าหมายที่ 10% ส่วนในระยะยาวเขาเชื่อว่าพอร์ตสินเชื่ออาจแตะระดับ 3 แสนล้านบาทได้ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันภายใน 5 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ เกษตรกรคิดเป็น 50% ของลูกค้าทั้งหมดของ MTC (3.5 ล้านราย)

สินเชื่อวงเงินขนาดเล็กช่วยบรรเทาผลกระทบเชิงลบ

CEO ให้ข้อมูลว่าสินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ของบริษัทมีวงเงินเฉลี่ยอยู่ที่ 30,000 บาท ทำให้ลูกค้าผ่อนชำระเพียงเดือนละ 1,500 บาท เรามองว่าสินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ให้ผลตอบแทนที่ปรับด้วยความเสี่ยง (Risk-adjusted return) ที่ดีที่สุด เนื่องจากเป็นสินเชื่อวงเงินขนาดเล็ก ซึ่งนำไปสู่อัตราการเรียกเก็บเงินสดและคุณภาพสินทรัพย์ที่ดี ในด้านการระดมทุน เราคาดว่า MTC จะขยายระยะเวลาเฉลี่ยของหุ้นกู้เพื่อลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง โดย CFO มีแผนออกหุ้นกู้อายุ 10 ปีเพื่อเพิ่มระยะเวลาของหนี้สิน ด้วยการเติบโตของสินเชื่อที่ชะลอตัวลงและการจ่ายเงินปันผลที่ต่ำ เราคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) จะลดลงต่ำกว่า 3 เท่าในปี 2570 ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับอันดับเครดิตเพิ่มขึ้น (ปัจจุบันอยู่ที่ A-) หากการดำเนินงานและคุณภาพสินทรัพย์ยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี

ลดกำไรปี 69/70 จากสินเชื่อชะลอและ Credit Cost สูงขึ้น

เราปรับลดประมาณการกำไรปี 2569/70 ลง 4-5% เพื่อสะท้อนถึงการเติบโตของสินเชื่อที่ชะลอตัวลงและ Credit Cost ที่สูงขึ้นตามราคาพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเราปรับลดประมาณการการเติบโตของสินเชื่อลง 2 ppts เหลือ 8% และปรับเพิ่ม Credit Cost ขึ้น 10 bps เป็น 2.7% ในปีนี้ เราคาดว่ารัฐบาลจะเร่งให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อบรรเทาผลกระทบเชิงลบบางประการในช่วงปลาย 2Q69 โดยรวมแล้ว เราคาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโต 7% YoY เป็น 7.2 พันล้านบาท (กำไรต่อหุ้น: 3.40 บาท) ในปีนี้

- Advertisement -