บล.บัวหลวง:
Energy (Refining)
มุมมองเชิงบวกกลับมา เนื่องจากแรงกดดันนโยบายคลี่คลาย
กระทรวงพลังงานกำลังพิจารณาผ่อนคลายข้อจำกัดการส่งออกน้ำมันเครื่องบิน ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีของกลุ่มโรงกลั่นไทย ท่ามกลางภาวะขาดแคลนอุปทานในตลาดโลก และจะช่วยลดผลกระทบเชิงลบจากการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นของดีเซล เราจึงปรับเพิ่มคำแนะนำ BCP, SPRC และ TOP เป็น ซื้อ
มีโอกาสผ่อนคลายข้อจำกัดการส่งออกน้ำมันเครื่องบิน
กระทรวงพลังงานกำลังพิจารณาอนุญาตให้ส่งออกน้ำมันเครื่องบิน Jet A-1 หลังจากระดับสต็อกในประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องจากมาตรการก่อนหน้าที่ภาครัฐได้จำกัดการส่งออกน้ำมัน (รวมถึง Jet A-1) เพื่อรักษาความมั่นคงด้านอุปทานในประเทศ ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม เมื่อภาวะอุปทานเริ่มมีเสถียรภาพ และระดับสต็อกของโรงกลั่นเพิ่มขึ้น กระทรวงพลังงานจึงอยู่ระหว่างการทบทวนมาตรการดังกล่าว การอนุญาตให้ส่งออกจะช่วยปรับสมดุลตลาดในประเทศ ขณะเดียวกันยังคงรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน ทั้งนี้ข้อจำกัดการส่งออกน้ำมันดีเซลยังคงมีผลบังคับใช้
ปัจจุบันความต้องการใช้น้ำมันดีเซลของไทยลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 50 ล้านลิตรต่อวัน ต่ำกว่าระดับปกติที่ 70 ล้านลิตรต่อวัน (ก่อนสงคราม) และต่ำกว่าระดับสูงสุดที่ 100 ล้านลิตรต่อวัน (ช่วง panic buying ตอนต้นสงครามอิหร่าน)
ด้านอุปทาน กำลังการผลิตดีเซลของไทยอยู่ที่ประมาณ 78 ล้านลิตรต่อวัน ดังนั้น ตลาดในประเทศจึงอยู่ในภาวะอุปทานเพียงพอ ส่งผลให้สต็อกของโรงกลั่นเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มที่ความสามารถในการจัดเก็บจะเต็มภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
โอกาสเชิงบวกต่อกลุ่มโรงกลั่นไทย
น้ำมันเครื่องบินเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่กำลังเผชิญภาวะอุปทานตึงตัวอย่างมาก โดยเฉพาะในยุโรป และบางประเทศในอาเซียน เช่น เวียดนาม และฟิลิปปินส์ องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตือนว่ายุโรปอาจเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันเครื่องบินภายใน 6 สัปดาห์ โดยปกติ โรงกลั่นในตะวันออกกลางเป็นผู้จัดหาน้ำมันเครื่องบินให้ยุโรปประมาณ 75% แต่ปัจจุบันลดลงเกือบเป็นศูนย์ ขณะที่ส่วนที่เหลือมาจากเอเชีย การผ่อนคลายข้อจำกัดการส่งออกจะเปิดโอกาสให้โรงกลั่นไทยได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคาน้ำมันเครื่องบินที่อยู่ในระดับสูงกว่าปกติที่ประมาณ 106 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 18 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล, ระดับก่อนสงครามที่ 20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล, และส่วนต่างราคาดีเซลปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ประมาณ 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
TOP จะได้ประโยชน์มากที่สุด
TOP จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุด เนื่องจากเป็นโรงกลั่นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่ม และมีสัดส่วนการผลิตน้ำมันเครื่องบินสูงที่สุด (17% ของการผลิตทั้งหมด) รองลงมาคือ SPRC (10%) BCP (9%) และ IRPC (7%) โรงกลั่นมีโอกาสปรับแผนการผลิตเพื่อเพิ่มสัดส่วนน้ำมันเครื่องบินอีกประมาณ 2–3% การส่งออกน้ำมันเครื่องบินจะช่วยลดผลกระทบเชิงลบจากการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นของดีเซล การผ่อนคลายนโยบายดังกล่าวมีแนวโน้มเป็นปัจจัยหนุนต่อราคาหุ้น ดังนั้น เราจึงปรับคำแนะนำหุ้นกลุ่มโรงกลั่นไทยดังนี้ BCP (จาก ขาย เป็น ซื้อ), IRPC (จาก ขาย เป็น ซื้อเก็งกำไร), SPRC (จาก ขาย เป็น ซื้อ), และ TOP (จาก ขาย เป็น ซื้อ) และเราปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนกลุ่มพลังงานจาก น้อยกว่าตลาด เป็น เท่ากับตลาด







