บล.ฟิลลิป:
HMPRO กำไร 1Q69 หดตัว คาดทั้งปีฟื้นจากฐานต่ำ
ซื้อ TP’69: 6.65
กำไร 1Q69 อยู่ที่ 1.4 พันล้านบาท ลดลง 17.8% y-y จากฐานรายได้ปีก่อนที่สูงและสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อย่างไรก็ตาม GPM ปรับเพิ่มเป็น 26.6% จากความสำเร็จในการเพิ่มสัดส่วนขายสินค้า Private Brand เป็น 22.8% บริษัทชะลอการเปิดสาขาเพิ่มและมุ่งเน้นไปที่เพิ่มประสิทธิภาพการขายผ่านรูปแบบ Hybrid Store คาด 2Q69 มีแนวโน้มฟื้นตัวและคาดการณ์ Dividend yield ปี 2569 ที่ 6.4% แนะนำ “ซื้อ”
| งบรวม | 1Q69 | 4Q68 | 1Q68 | % y-y | % q-q |
| กำไร | 1,404 | 1,602 | 1,707 | -18 | -12 |
| EPS | 0.11 | 0.12 | 0.13 | -18 | -12 |
หมายเหตุ: กำไร = ล้านบาท, EPS = บาท
-
กำไร 1Q69 หดตัว q-q และ y-y : กำไร 1Q69 ออกมาที่ 1.4 พันล้านบาท ลดลง 17.8% y-y โดยยอดขายอยู่ที่ 1.7 หมื่นล้านบาทปรับตัวลง 8% y-y สาเหตุหลักมาจากฐานรายได้ที่สูงในปีก่อนจากมาตรการ Easy E-Recipt และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวกดดันกำลังซื้อ
-
เพิ่มสัดส่วนขาย Private Brand หนุน GPM: อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นเป็น 26.6% (จากปีก่อนที่ 26.2%) จากการปรับ Product Mix ขายสินค้า Private Brand ที่มี Margin สูงมากขึ้น โดยสัดส่วนการขาย Private Brand เพิ่มขึ้นเป็น 22.8% จากปีก่อนที่ 21.4%
-
มุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการขายผ่านรูปแบบ Hybrid Store: ปัจจุบันมีสาขาทั้งหมด 133 สาขา โดยในไตรมาสนี้บริษัทไม่มีการขยายสาขาเพิ่ม บริษัทมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพผ่านรูปแบบ Hybrid Store ซึ่งเป็นการผสมผสานจุดแข็งของโฮมโปรและเมกาโฮมเข้าด้วยกัน เพื่อขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมและบริหารจัดการทรัพยากรภายในให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยปัจจุบันมีสาขาแบบ Hybrid อยู่ทั้งสิ้น 14 สาขา
-
แนวโน้มฟื้นตัวจากฐานต่ำ: คาดผลประกอบการ 2Q69 ฟื้นตัว q-q และ y-y จากฐานต่ำ และคาดการณ์กำไรทั้งปีที่ 6 พันล้านบาท +2.9% y-y ด้านราคาพื้นฐานปี 2569 อยู่ที่ 6.65 บาท มี Upside ที่ 10% และคาดการณ์ปันผลในปี 2569 ที่ 0.39 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend yield ที่ 6.4% ทำให้มีผลตอบแทนรวมที่ 16.4% แนะนำ “ซื้อ”








