บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):

Hotel Sector: มองบวกมากขึ้นจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่อนคลายลง

Event 

อัปเดตกลุ่มโรงแรมและสรุปประมาณการ 1Q69F  

Impact  

RevPAR ใน 2Q69F เริ่มสะท้อนผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง 

ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้เริ่มเห็นชัดตั้งแต่เมษายน 2569 โดย RevPAR ชะลอตัวจากการเติบโต 1Q69F ราว +1% ถึง +10% YoY ส่งผลให้การจองล่วงหน้าอ่อนตัวลง โดยเฉพาะโรงแรมในประเทศไทยและมัลดีฟส์ ขณะที่ ผู้ประกอบการโรงแรมที่มีสัดส่วนลูกค้านักท่องเที่ยวเอเชียสูง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนจะยังคงมีผลประกอบการที่แข็งแกร่งกว่า ได้แก่ Asset World Corporation (AWC.BK/AWC TB)* (RevPAR +5% YoY) และ The Erawan Group (ERW.BK/ERW TB)* (RevPAR เติบโตเป็นเลขหลักเดียว) หนุนจากสัดส่วนลูกค้าจีนสูงสุด (ราว 15%) ในทางกลับกัน ผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการที่พึ่งพานักท่องเที่ยวเดินทางระยะไกลมากกว่าจะอ่อนตัวลง ได้แก่ Central Plaza Hotel (CENTEL.BK/CENTEL TB) * ที่มี RevPAR ลดลงที่เลขกลางหลักเดียว ส่วน Minor International (MINT.BK/MINT TB) * ลดลงราวเลขต่ำหลักเดียว (แม้ยุโรปยังเติบโต +2% YoY) และ S Hotels and Resorts (SHR.BK/SHR TB) ลดลงเป็นเลขหลักเดียว  

แม้ราคาน้ำมันสูงกดดัน…แต่จะมี upside จากมาตรการกระตุ้นภาครัฐ 

เรามองว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางน่าจะได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ซึ่งจะช่วยสร้าง sentiment เชิงบวกต่อกลุ่มโรงแรม ขณะที่ ราคาน้ำมันที่ยังสูง การยกเลิกเที่ยวบิน และค่าโดยสารที่เพิ่มขึ้นยังคงกดดันอุปสงค์การเดินทางระยะสั้น จากการศึกษาของเราพบว่าในกรณีฐาน (base case) ผลกระทบจะต่อเนื่องถึงมิถุนายน 2569 ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยปี 2569F อยู่ที่ 31.1 ล้านคน (-5% YoY) แต่หากราคาน้ำมันสูงยาวนานขึ้น นักท่องเที่ยวอาจลดลงเหลือเพียง 28 ล้านคน (-12% YoY) ขณะที่ ปัจจุบันสมมติฐาน RevPAR ของเราที่ -4% ถึง +2% YoY ยังคงสอดคล้องกับแนวโน้มการดำเนินงาน ทั้งนี้ ประมาณการกำไรปี 2569F ของเราอาจมี downside risk ราว 3–8% หาก i) ราคาน้ำมันยังสูงยาวนานกว่าคาด ii) อัตราการเข้าพัก (occupancy) ที่อ่อนตัวลงและ iii) มีการทำโปรโมชั่นลดราคาห้องพักลง อย่างไรก็ดี กำไรของเราอาจมี upside เพราะเรายังไม่ได้รวมผลของมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวจากภาครัฐไว้ในประมาณการของเรา โดยอ้างอิงจากโครงการในอดีต เช่น “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” และ “เที่ยวดีมีคืน” หากนำกลับมาใช้อีกครั้ง ก็จะช่วยหนุนผู้ประกอบการที่พึ่งพาตลาดท่องเที่ยวในประเทศ โดยเฉพาะ AWC (สัดส่วนรายได้ในไทย 100%) ERW (86%) CENTEL (73%) ซึ่งทำให้รายได้อาจมี upside อีกราว 1–3% 

คาดกำไรรวม 1Q69F กลุ่มโรงแรมจะเติบโต 9% YoY 

เราคาดว่าผู้ประกอบการโรงแรม 5 รายที่เราวิเคราะห์อยู่จะรายงานกำไรหลัก 1Q69F รวมที่ 2.4 พันล้านบาท (+9% YoY แต่ -56% QoQ) คิดเป็น 15% ของประมาณการทั้งปี 2569F ของเรา การที่กำไรเพิ่ม YoY จะหนุนจาก RevPAR ดีขึ้น การเพิ่มจำนวนห้องพัก คชจ. ดอกเบี้ยลดลงและ margin ฟื้นตัว แต่ที่กำไรแย่ลงมาก QoQ ส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยฤดูกาลที่อ่อนแอของ MINT ในยุโรป ขณะที่ คาดว่า โมเมนตัมกำไรของทั้ง CENTEL และ ERW จะโดดเด่นที่สุดในกลุ่ม แม้รายได้ของ AWC จะเติบโตแข็งแกร่ง แต่ก็ถูกฉุดบางส่วนจากต้นทุนโรงแรมใหม่สูง โดยสรุป เรายังคงประมาณการกำไรปี 2569F กลุ่มโรงแรมที่ 1.61 หมื่นล้านบาท (+7% YoY) อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่ RevPAR ในไทยและมัลดีฟส์ชะลอตัว เราคาดว่ากำไร 2Q69F เบื้องต้นว่าจะอ่อนตัวก่อนจะฟื้นตัวใน 3Q69F ตามปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่คลี่คลายลงและ 4Q69F จะเร่งตัวชัดเจนขึ้นตามฤดูกาลปกติ  

Valuation & action 

ขณะนี้ เรามองกลุ่มโรงแรมเชิงบวกมากขึ้นหลังความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ผ่อนคลายลง แม้กำไรระยะ สั้นยังถูกกดดัน แต่เราคาดว่าจะฟื้นตัวได้ตั้งแต่ 3Q69F เป็นต้นไป ตามแนวโน้มการจองและ RevPAR ที่ดีขึ้น ขณะที่ ราคาหุ้นกลุ่มโรงแรมล่าสุดได้ปรับฐานลงมาแล้ว 19–24% ซึ่งได้สะท้อน downside risk ระยะสั้นไปมากแล้ว โดยในอดีตหุ้นกลุ่มโรงแรมมักฟื้นตัวแรง (+30–50% จากจุดต่ำสุด) เมื่อแนวโน้มการดำเนินงานเริ่มทรงตัวหรือกลับมาเป็นบวก ณ valuation ปัจจุบัน เราชอบผู้ประกอบการที่กำไรมีความยืดหยุ่น (resilient earnings) มีสัดส่วนรายได้ในประเทศสูงและมี valuation น่าสนใจ ทั้งนี้ เราเลือก ERW* (ซื้อ ราคาเป้าหมาย 3.20 บาท) และ MINT* (ซื้อ ราคาเป้าหมาย 28.50) เป็นหุ้นเด่นของเราในกลุ่มโรงแรม  

Risks 

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้ออาจกดดันอุปสงค์การเดินทางและต้นทุนต่างๆ สูงขึ้น

- Advertisement -