KS Daily View 18.05.2026 >>> เกาะติด GDP ไทย  และแนวโน้ม Bond Yield ที่เร่งขึ้นทั่วโลก กรอบ SET วันนี้ 1,500–1,530 จุด แนะนำ GULF, CPN

Theme การลงทุนสัปดาห์นี้: สำหรับสัปดาห์นี้ เราประเมินตลาดหุ้นไทยซื้อขายในกรอบ 1480-1550 จุด เกาะติดในหลายๆประเด็น เช่น มาตรการพยุงค่าครองชีพและพลังงาน ซึ่งคาดจะนำเสนอเข้าสู่ ครม.ในสัปดาห์นี้ อาจจะเป็นจิตวิทยาเชิงบวกในหุ้นที่อิงกับการฟื้นตัวของการบริโภคมากยิ่งขึ้น ส่วนด้านตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ แนะเกาะติดการรายงาน GDP ของไทยประจำไตรมาส 1Q69 (รายงานเช้าวันนี้)โดยหากอ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg คาด 1Q69 GDP ไทยที่ระดับ +2.4%y-y ซึ่งหากออกมาในระดับที่สูงกว่า 2.4%y-y จะเป็นโมเมนตัมเชิงบวกต่อตลาดในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ดีด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรในระยะสั้นพบว่า พันธบัตรอายุ 10 ปีของไทย ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เร่งขึ้นสู่ระดับ 2.226% สูงสุดในรอบเดือนครึ่งอาจเป็นปัจจัยที่กลับมากดดันต่อการลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงควรเกาะติดประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด โดยเน้นรอจังหวะตลาดปรับฐาน ตั้งรับหุ้นที่แนวโน้มกำไรดี มี Valuation ไม่แพง หรือหุ้นที่ต้านทานกับเงินเฟ้อได้ดี โดยหุ้นเด่นในสัปดาห์นี้เราแนะนำGULF, CPALL, CPN, ADVANC

แนวโน้มตลาดหุ้นในประเทศวันนี้: วันศุกร์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,517.95 จุด -1.38% แรงขายกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และพลังงาน ส่วนวันนี้เราประเมินกรอบ SET index ที่ 1,500–1,530 จุด จับตาการรายงาน 1Q69 ของไทย โดยตลาดคาดที่ +2.4%y-y อย่างไรก็ดีคงต้องระมัดระวังตลาดมากขึ้น เนื่องจาก Bond Yield ในระยะสั้นเร่งตัวขึ้นทั่วโลก ดังนั้นกลยุทธ์เน้นย่อตั้งรับหุ้นพื้นฐานดีที่กำไรยังมีแนวโน้มเติบโตดี โดยสำหรับวันนี้แนะนำ GULF, CPN

ประเด็นสำคัญที่เป็นกระแสในช่วงนี้และมีผลต่อการลงทุน:

  • รัฐบาลเปิดเวทีหารือร่วมภาคเอกชนเพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ โดย 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการผลักดันอุตสาหกรรมอนาคต เช่น AI และโลจิสติกส์สมัยใหม่ พร้อมเตรียมฟื้นกลไก “กรอ.” ให้กลับมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงรุก ขณะที่มาตรการ BOI Fast Track เริ่มเห็นผล เป็นบวกต่อหุ้นนิคมอุตสาหกรรม พลังงาน และเทคโนโลยี (WHA, AMATA, GULF, DELTA)จากแนวโน้มเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการดึง FDI
  • ราคาน้ำมันดิบโลกปรับขึ้นแรง หลัง Donald Trump ส่งสัญญาณเริ่มหมดความอดทนต่ออิหร่าน ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อและช่องแคบฮอร์มุซยังปิด ส่งผลให้นักลงทุนกังวลต่ออุปทานน้ำมันโลก แม้จีนและสหรัฐพยายามผลักดันการเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดและเปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันอีกครั้ง ข่าวนี้เป็นบวกต่อหุ้นพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่นไทย เช่น PTTEP, TOP และ SPRC จากแนวโน้มราคาน้ำมันสูงหนุนกำไรระยะสั้น แต่เป็นลบต่อกลุ่มสายการบินและขนส่งจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น
  • United Arab Emirates เดินหน้าขยายศักยภาพท่อส่งน้ำมันฟูไจราห์เป็น 2 เท่า เพื่อส่งออกน้ำมันผ่านอ่าวโอมานโดยไม่ต้องพึ่งช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลาง โดยโครงการคาดแล้วเสร็จภายในปี 2027 และจะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านการส่งออกพลังงาน หลัง UAE ถอนตัวจาก OPEC และเตรียมเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในอนาคต มุมมองบวกต่อการขนส่งน้ำมันมายังประเทศแถบเอเชียดีขึ้น ช่วยผ่อนคลายเรื่อง Feedstock เป็นบวกต่อกลุ่มปิโตรเคมี
  • สถาบันจัดอันดับเครดิตญี่ปุ่น R&I คงอันดับความน่าเชื่อถือประเทศไทยที่ระดับ A- พร้อมมุมมอง Stable โดยชื่นชมนโยบาย “Thailand 10 Plus” ที่ผลักดันอุตสาหกรรมอนาคตอย่าง AI และ EV รวมถึงความแข็งแกร่งด้านฐานะต่างประเทศจากทุนสำรองสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล และหนี้รัฐบาลส่วนใหญ่เป็นหนี้ในประเทศ แม้ยังกังวลเรื่องหนี้ครัวเรือนสูง และผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น ถือเป็นบวกต่อหุ้นนิคมฯ เทคโนโลยี และ EV supply chain
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกปรับขึ้นแรง หลังราคาน้ำมันพุ่งจากวิกฤติช่องแคบฮอร์มุซ หนุนความกังวลเงินเฟ้อและทำให้นักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางจะคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น โดยบอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ 30 ปีแตะ 5% ครั้งแรกตั้งแต่วิกฤติซับไพรม์ปี 2007 สะท้อนแรงขายในตลาดตราสารหนี้ทั่วโลก มุมมองลบต่อหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ และหุ้น Growth

Daily pick

GULF: ราคาพื้นฐาน 67.00 บาท

  • มองโอกาสลงทุนพลังงานหมุนเวียนในยุโรปมากขึ้นจากเสถียรภาพตลาดที่ดีขึ้น ขณะที่หลีกเลี่ยงเวียดนามจากความไม่แน่นอนด้านนโยบาย โดยปัจจุบันมี renewable capacity 2,000MW ในยุโรป
  • บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2569 โต 10-15% จากการCOD โครงการใหม่ราว 700MW และมอง data center เป็น growth driver ใหม่ มีโอกาสขยายกำลังผลิตสู่ 1-2GW ใน 5ปีหน้า
  • KS ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2569-71 ขึ้น 19%/10%/15% จากกำไรขายสินทรัพย์, IPP utilization แข็งแกร่ง และเงินปันผล KBANK

CPN: ราคาพื้นฐาน 75.00 บาท

  • CPN รายงานกำไร 1Q69 ที่ 4.97 พันลบ. (+18%YoY, +2% QoQ) ดีกว่าคาด จากธุรกิจศูนย์การค้าที่แข็งแกร่ง รายได้ทำ New High และ GPM เพิ่มเป็น 61.7%
  • แม้รายได้ธุรกิจที่อยู่อาศัยลดลงแรง QoQ จากไม่มีคอนโดใหม่โอน แต่ถูกชดเชยด้วยการคุม SG&A ได้ดี รายได้อื่นเพิ่มขึ้น และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนที่โต 52%
  • ฐานะการเงินแข็งแกร่ง net IBDE เหลือ 0.4x และต้นทุนดอกเบี้ยลดต่อเนื่อง หนุนศักยภาพลงทุนโครงการใหม่ พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 75 บาท จากแนวโน้มกำไรและแผนเปิดศูนย์การค้าใหม่ต่อเนื่อง

รายงานตัวเลขเศรษฐกิจ

  • วันจันทร์ ติตดามการรายงานตัวเลข GDP 1Q69 ของไทย โดยตลาดคาดที่ +2.4%y-y จาก 4Q25 ที่ +2.5%y-y ส่วนทางฝั่งจีนจับตายอดค้าปลีกของจีน เดือน เม.ย. คาดที่ +2.0%y-y เร่งขึ้นจาก +1.7%y-y ในเดือน มี.ค. และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีน เดือน เม.ย. คาดที่ +6.0%y-y จาก +5.7%y-y ในเดือน มี.ค.
  • วันอังคาร ติดตามการประชุม ครม. โดยคาดหวังการเสนอมาตรการกระตุ้นการบริโภคเข้า ครม. ส่วนทางฝั่งสหรัฐฯ ติดตาม US Pending Home Sales เดือน เม.ย. คาด +1.0%m-m จาก +1.5%m-m ในเดือน พ.ค.
  • วันพุธ ติดตามการรายงานการประชุม FED รอบล่าสุด (FOMC Meeting Minutes) และฝั่งยุโรปเกาะติดดัชนี CPI ของยูโรโซน เดือน เม.ย. คาดที่ +3.0%y-y ส่วนจีนจะมีรายงาน Loan Prime Rate ของจีน อายุ 1 ปี และ 5 ปี คาดทรงตัวที่ 3.0% และ 5.0% ตามลำดับ
  • วันพฤหัส ติดตามตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของ US คาด +2.1 แสนราย น้อยกว่าสัปดาห์ก่อนที่ +2.11 แสนราย ยอดการเริ่มสร้างบ้าน US เดือน เม.ย. คาดที่ 1.41 ล้านยูนิต ลดลงจากเดือน มี.ค. ที่ 1.502 ล้านยูนิต รวมทั้ง US PMI ภาคการผลิต เดือน พ.ค. คาดที่ 53.7 จุด ลดลงจาก 54.5 ส่วนPMI ภาคบริการ เดือน พ.ค. คาดทรงตัวที่ 51.0 และPMI ภาคการผลิตและบริการของยูโรโซน เดือน พ.ค.
  • วันศุกร์ ติดตามดัชนีความเชื่อมั่นของสหรัฐฯ จาก ม.มิชิแกน เดือน พ.ค. คาดที่ 48.3 จุด
- Advertisement -