บล.พาย:
SAWAD: Srisawad Corporation PCL
คาดกำไรกลับมาเติบโตในปี 2026
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ปรับลดมูลค่าพื้นฐานเหลือ 26 บาท (เดิม 30.50 บาท) จากการปรับลดประมาณการกำไรลง คำนวณด้วยวิธี GGM (ROE 13%, TG 2%) อิงจาก 1x PBV’26E และ 8.2x PE’26E ผลการดำเนินงานใน 1Q25 กำไรสุทธิออกมาที่ 1.3 พันล้านบาท (+22% YoY, +1% QoQ) และ NPL ratio เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 3.9% เรามีมุมมองเป็นกลางหลังจากประชุมนักวิเคราะห์ แต่ได้เพิ่มมุมมองระมัดระวังสูงขึ้นต่อการเติบโตสะท้อนเศรษฐกิจมีความเสี่ยงสูงขึ้น โดยปรับสมมติฐานสำรองหนี้ฯ เพิ่มขึ้น และการขยายสินเชื่อชะลอตัวลง เราปรับลดประมาณการกำไรสุทธิลงราว 4% ในปี 2026-27 โดยคาดว่ากำไรสุทธิในปี 2026 จะกลับมาเติบโตที่ 5.5% หนุนจาก 1) รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นล้อกับสินเชื่อ และ NIM ขยายตัว 2) การขาดทุนรถยึดลดลง และ 3) ค่าใช้จ่ายการดำเนินงานลดลง สำหรับใน 2Q26 คาดกำไรสุทธิปรับสูงขึ้นต่อเนื่องทั้ง YoY และ QoQ หนุนจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัว และรายได้จากธุรกิจประกันเพิ่มขึ้น
การประชุมนักวิเคราะห์
-
สินเชื่อรวมในปี 2026 ขยายตัว 10-15% เน้นขยายสินเชื่อจำนำทะเบียน ขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ทรงตัว โดยคาดว่าสินเชื่อจะเร่งตัวขึ้นใน 2H26 และตั้งเป้าหมายธุรกิจประกันเติบโตราว 20-30%
-
ธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อโทรศัพท์มือถือ (Lock phone) ปล่อยสินเชื่อผ่าน บมจ. ศรีสวัสดิ์ แคปปิตอล 1969 (SCAP) ดำเนินธุรกิจมา 18 เดือน สินเชื่อคงค้างมีสัดส่วนไม่ถึง 1% ของสินเชื่อของ SAWAD ระยะเวลาสินเชื่อเพียง 12-18 เดือน โดยมีกลยุทธ์เป็นพาร์ทเนอร์กับค่ายมือถือ ปัจจุบันยังไม่มีปัญหาคุณภาพหนี้ และลูกค้าต้องทำประกันความเสี่ยงและวางเงินดาวน์ ทั้งนี้ สินเชื่อ Lock phone ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของธนาคารแห่งประเทศไทย
-
ออกหุ้นกู้ชุดใหม่มูลค่ารวม 6 พันล้านบาท อายุ 3-7 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.85-3.65% ทดแทนหุ้นกู้ชุดเดิมที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า 100 bps ที่ราว 4-5% ทำให้แนวโน้มต้นทุนการเงินปรับลดลง
-
การเปิดสาขาใหม่ยังมีความจำเป็นเพื่อให้พนักงานออกไปดูแลลูกค้า แต่จำนวนการเปิดไม่มากเหมือนในอดีต และนำเทคโนโลยีมาใช้ทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายการดำเนินงานลง ทั้งนี้ มีจำนวนสาขารวม 5,823 แห่งใน 1Q26
-
ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นยังไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยต่อคุณภาพสินเชื่อ บริษัทยังสามารถควบคุมหนี้เสียได้ และคาดว่ากรณีที่ไม่มีสงคราม Credit cost อยู่ที่ราว 180 bps
คาดกำไรสุทธิกลับมาเติบโตในปี 2026
ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิลงราว 4% ในปี 2026-27 จาก (1) ปรับลดการเติบโตสินเชื่อเหลือ 4.4%/3.3% (เดิม +5%) และ (2) ปรับเพิ่ม Credit cost เป็น 210 bps (เดิม 190/170 bps) สะท้อนความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจสูงขึ้น โดยคาดกำไรจะกลับมาขยายตัว 5.5%/8.5% ในปี 2026-27 การเติบโตมาจาก (1) รายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัว (2) NIM เพิ่มขึ้นอานิสงส์จากต้นทุนการเงินลดลง (3) การขาดทุนสินทรัพย์รอการขายลดลง และ (4) Cost to income ratio ลดลงที่ 45.3/45.9% (2025: 47.7%)








