บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):
Srisawad Corporation (SAWAD.BK/SAWAD TB)*
ผลประกอบการ 1Q69 ดีเกินไป
Event
ประชุมนักวิเคราะห์, อัพเดตแนวโน้ม
Impact
ผลประกอบการ 1Q69 ดีเกินไป
ผู้บริหารอธิบายว่ากำไรที่แข็งแกร่งใน 1Q69 ที่ 1.3 พันล้านบาท (+1% QoQ +22% YoY) เป็นเพราะผลขาดทุนการขายรถยึด (LOS) ของสินเชื่อ H/P รถมอเตอร์ไซค์ต่ำเกินไป โดยบริษัทมีการผ่อนคลายแนวทางการติดตามหนี้ และ กลับรายการผลขาดทุนจากการด้อยข่ามาเป็นรายได้ประมาณ 70-80 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม สัญญาณเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงอาจจะทำให้ NPL ขยับสูงขึ้น และ บริษัทจะต้องเร่งติดตามหนี้ และการตัดหนี้สูญใน 2Q69 นอกจากนี้ เศรษฐกิจที่อ่อนแอลงยังจะทำให้บริษัทต้องคงคชจ.สำรองฯ( credit cost) ไว้ที่ระดับสูงด้วย
ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจใหม่สินเชื่อมือถือ (lock phone) ยังต่ำอยู่
SAWAD บอกว่าได้เริ่มธุรกิจใหม่สินเชื่อเช่าซื้อมือถือ โดยกำหนดเงื่อนไขเงินดาวน์ 30% และ อัตราผลตอบแทน EIR 25% โดยชี้แจงว่าเริ่มธุรกิจใหม่นี้มาตั้งแต่หนึ่งปีก่อนผ่านบริษัทบ่อย (SCAP) ถึงแม้ว่า ยีลด์จะสูง แต่บริษัทบอกว่าส่วนแบ่งกำไรในช่วง 1 ปีข้างหน้าจะยังไม่มีนัยสำคัญ เพราะยอดสินเชื่อกลุ่มนี้ยังมีสัดส่วนต่ำกว่า 1% ของสินเชื่อรวม
มาร์จิ้นจะยังคงดีขึ้นต่อเนื่องใน 2Q69F
NIM ของ SAWAD ใน 1Q69 ดีขึ้นประมาณ 30bps QoQ เพราะ yield ดีขึ้น และ ต้นทุนการระดมเงินลดลงจากการที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ซึ่งบริษัทชี้แจงว่า yield ที่ดีขึ้นเป็นเพราะ write-off สินเชื่อลดลงใน 1Q69 และ มีการขยายสินเชื่อใหม่ที่ให้ yield สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังคาดว่ายีล์ดจะดีขึ้นต่อเนื่องในไตรมาสถัดไปด้วย ในอีกด้านหนึ่ง ต้นทุนการระดมเงินของบริษัทน่าจะดีขึ้นด้วยเช่นกัน จากการรีไฟแนนซ์ หุ้นกู้ 6 พันล้านบาท โดยมีต้นทุนการระดมเงินลดลงเกิน 1% ซึ่งน่าจะทำให้ต้นทุนการระดมเงินในภาพรวมลดลง 10-15bps QoQ ใน 2Q69
แนะนำถือ โดยประเมินราคาเป้าหมายปี 2569F ที่ 23.10 บาท (PE 8x)
ภาวะเศรษฐกิจรากหญ้าที่อ่อนแอลงยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่น่าเป็นห่วงสำหรับคุณภาพสินทรัพย์ของบริษัทในกลุ่ม non-bank โดยภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวยจะจำกัดการขยายตัวของสินเชื่อ อย่างน้อยใน 1H69 เรายังคงประมาณการกำไรเอาไว้เท่าเดิม โดยใช้สมมติฐานอัตราการขยายตัวของสินเชื่อปี 2569F/2570F ที่ 4%/6%, NIM ที่ 13.2%/13.3% (เพิ่มขึ้นจาก 12.9% ในปี 2568) และ credit costs ที่ 2.4%/2.4% (เพิ่มขึ้นจาก 2.1% ในปี 2568) ทั้งนี้ เนื่องจากอุตสาหกรรมถึงจุดอิ่มตัวแล้ว เราจึงประเมินมูลค่าหุ้นแบบอนุรักษ์นิยมโดยใช้ PE ที่ 8x ทำให้ได้ราคาเป้าหมายปี 2569F ที่ 23.1 บาท ถึงแม้ว่าเราจะยังคงคำแนะนำถือ แต่เราคิดว่าถ้าราคาหุ้นย่อลงมาต่ำกว่า 21 บาท (หรือคิดเป็น PE ที่ <7x) จะเปิดโอกาสให้เก็งกำไรได้
Risks
LOS, NPLs และ credit cost เพิ่มขึ้น รวมถึง นโยบายการบริหารจัดการด้านการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม” (market conduct)








