บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):

Commerce Sector: มีบางปัจจัยที่ต้องจับตาในครึ่งหลัง (Neutral‧Maintained)

Event 

ผลประกอบการ 1Q69 และ แนวโน้มอุตสาหกรรม 

Impact 

สรุผลประกอบการ 1Q69: กำไรเพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ 

กำไรสุทธิรวมใน 1Q69 ของบริษัทในกลุ่ม Commerce ที่เราศึกษาอยู่ (C.P. All (CPALL.BK/CPALL TB)*, CP Axtra (CPAXT.BK/CPAXT TB), Central Retail Corporation (CRC.BK/CRC TB)*, Dohome (DOHOME.BK/DOHOME TB)*, Siam Global House (GLOBAL.BK/GLOBAL TB)*, Home Product Center (HMPRO.BK/HMPRO TB)*, and Mr. D.I.Y Holding (Thailand) (MRDIYT.BK/MRDIYT TB)) อยู่ที่ 1.75 หมื่นล้านบาท (+11% YoY, +14% QoQ) (Figure 2) ซึ่งเมื่อเทียบ YoY พบว่ากำไรของ GLOBAL โตแรงสุดที่ 29% YoY เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้น (+1.5ppts YoY, ดีกว่าบริษัทอื่น ๆ ในกลุ่ม) เพราะยอดขายสินค้า private label สูงขึ้น ซึ่งหักล้างไปกับผลกระทบจาก SSSG ที่หดตัวลง (-2.8%) ส่วนผลการดำเนินงานของ HMPRO แย่สุดในกลุ่ม โดยกำไรลดลง 18% YoY เพราะ SSSG ของห้าง HomePro ลดลงอย่างมาก (-13%) เพราะขาดแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นของรับบาล (จากที่มีการดำเนินมาตรการช้อปดีมีคืนใน 1Q68) อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบ QoQ พบว่ากำไรของ DOHOME โตสูงสุดที่ 158% QoQ จากฐานที่ต่ำของอัตรากำไรขั้นต้นใน 4Q68 เพราะ supplier rebate ลดลง และ มีการจัดแคมเปญส่งเสริมการขายเพื่อล้างสต็อก ในทางกลับกัน ผลประกอบการของ MRDIYT แย่สุด QoQ โดยกำไรลดลง 20% QoQ เพราะผลบวกจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นหักล้างไปกับยอดขายที่แผ่วลงเพราะผลจากปัจจัยฤดูกาล ในขณะที่ค่าใช้จ่าย SG&A เร่งตัวขึ้น และ มีส่วนแบ่งผลขาดทุนจาก KKV ทั้งนี้ SSSG ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าจำเป็นของผู้บริโภคทรงตัวถึงบวกเล็กน้อยหลักเดียวต่ำ ๆ ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นของตัวสินค้า ในขณะที่ SSSG ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าฟุ่มเฟือยส่วนใหญ่หดตัวลง สะทอ้นถึงภาวะที่อ่อนแอของการจับจ่ายใช้สอย 

ภาวะของ SSSG ดีขึ้นในช่วงต้นไตรมาสที่สอง แต่ยังต้องจับตาดูช่วงที่เหลือของไตรมาส 

จากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุดของเรา พบว่า SSSG เดือนเมษายนของบริษัทส่วนใหญ่ดีขึ้นจาก 1Q69 โดยมีตั้งแต่ทรงตัวไปจนถึงเป็นบวกหลักเดียวต่ำ ๆ เราคาดว่ากำไรของบริษัทในกลุ่ม Commerce ที่เราศึกษาอยู่ส่วนใหญ่น่าจะทรงตัว หรือ เป็นบวก YoY แต่ส่วนใหญ่น่าจะชะลอตัวลง QoQ เพราะผลจากปัจจัยฤดูกาล ถึงแม้ว่าผลประกอบการใน 1Q69 ของบริษัทในกลุ่ม commerce ที่เราศึกษาอยู่จะคิดเป็น 22-36% ของประมาณการกำไรเต็มปีของเรา แต่เรายังคงประมาณการกำไรเอาไว้เท่าเดิมเพราะเราเชื่อว่ายังมีความเสี่ยงอีกหลายประการที่ยังต้องจับตา ซึ่งได้แก่ i) ภาวะของการจับจ่ายใช้สอย จากการที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของไทยลดลงอย่างต่อเนื่องเป็น 50.6 ในเดือนเมษายน 2569 จาก 51.8 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งอาจสะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ ii) แรงกดดันจากต้นทุนที่อาจจะสูงขึ้น จากราคาพลังงาน และ ค่าใช้จ่ายสาธารณูโภค และ iii) ผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการสายโซ่อุปทานซึ่งคาดว่าจะเห็นชัดเจนมากขึ้นใน 2H69 เราคาดว่ามาตรการกระตุ้นชุดใหม่จากรัฐบาล ซึ่งได้แก่ “ไทยช่วยไทยพลัส”: 1,000 บาท/เดือน นาน 4 เดือนสำหรับผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (13.18 ล้านคน) และ 1,000 บาท/เดือน นาน 4 เดือนสำหรับประชากร 30 ล้านคน จะช่วยหนุนการจับจ่ายใช้สอยในภาพรวม แต่น่าจะส่งผลบวกอย่างจำกัดต่อบริษัทในกลุ่ม commerce ที่เราศึกษาอยู่ เพราะโครงการนี้จะเน้นไปที่ร้านค้าขนาดเล็ก หรือ SMEs 

Valuation & action 

เรายังคงให้น้ำหนักหุ้นกลุ่ม Commerce ที่ “เท่ากับตลาด” โดยเราชอบ CPALL เพราะอยู่ในสถานะที่ดีในกลุ่มสินค้าจำเป็นสำหรับผู้บริโภค และ สามารถรักษาอัตรากำไรไว้ได้จากการนำวางจำหน่ายสินค้าใหม่ๆ ในขณะเดียวกัน สำหรับกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย เราชอบ MRDIYT เพราะอัตรากำไรแข็งแกร่งจากความสามารถในการจัดหาสินค้าจากทั่วโลก ซึ่งน่าช่วยบรรเทาผลกระทบเชิงลบจากยอดขายที่อ่อนแอลงได้ เราแนะนำ “ซื้อ” CPALL (ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569F อยู่ที่ 59.00 บาท) และ MRDIYT (ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569F อยู่ที่ 9.70 บาท) 

Risks 

เศรษฐกิจชะลอตัวลง, disruption ที่เกิดจากเทคโนโลยีใหม่, ความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์ของทางการ, พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป, ขยายสาขาได้น้อยกว่าที่วางแผนไว้, การหาทำเลเพื่อตั้งสาขา

- Advertisement -