KS Daily View 22 พ.ค. 2026>>> ประเมินกรอบของ SET index ที่ 1,520-1,545 จุด –ผันผวนตามการเจรจาตะวันออกกลาง ขณะที่ราคาน้ำมันและ Bond Yield ลดต่อเนื่อง กลยุทธ์เน้นย่อสะสมหุ้นแนวโน้มกำไรดี อิงการลงทุนในประเทศที่ฟื้นตัว โดยวันนี้แนะนำ GULF, STECON

การลงทุนสัปดาห์นี้: SET index วานนี้ปิดตลาดที่ 1,532.67 เพิ่มขึ้น 4.24 จุด (+0.28%) แรงซื้อเด่นในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่มีแรงขายในกลุ่มปิโตรเคมี โดยนักลงทุนต่างชาติยังขายหุ้นไทยสุทธิ 3,332 ลบ. ส่วนวันนี้ประเมิน SET index คาดแกว่งในกรอบ 1,520-1,545 จุด โดยตลาดยังคงเกาะติดสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งมีโมเมนตัมบวกเล็กน้อยจากการที่ อิหร่านระบุว่าข้อเสนอล่าสุดของสหรัฐฯ ช่วยลดช่องว่างระหว่างทั้งสองฝ่ายได้บางส่วน แต่อย่างไรก็ดี ยังมีประเด็นที่มีความเห็นขัดแย้งกัน เช่น การที่สหรัฐฯ เรียกร้องให้อิหร่านส่งมอบยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ เนื่องจากกังวลว่าอาจถูกนำไปใช้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และต้องการให้อิหร่านยุติการเสริมสมรรถนะอย่างน้อย 10 ปี และการจัดตั้งระบบเก็บค่าผ่านทางถาวะในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทางสหรัฐฯ ต้องการให้เปิดใช้เสรี ดังนั้นอาจเป็นประเด็นที่อาจกดดันการบรรลุข้อตกลงอย่างแท้จริง ส่วนทางด้านราคาน้ำมันดิบ Brent ยังย่อต่อเนื่องสู่ระดับ 102.58 เหรียญต่อบาร์เรล (-2.3%) เช่นเดียวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ลดลงอีกราว -1.6bps

ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนยังเน้นย่อสะสมหุ้นที่แนวโน้มผลประกอบการคาดขยายตัวได้ดี อิงการลงทุนในประเทศที่ฟื้นตัว โดยวันนี้แนะนำ GULF, STECON

ประเด็นสำคัญที่เป็นกระแสในช่วงนี้และมีผลต่อการลงทุน:

  1. นายอนุทิน เตรียมหารือกับ Emmanuel Macron ระหว่างเยือนฝรั่งเศส 21-27 พ.ค. เพื่อดึงดูดการลงทุนจากฝรั่งเศสในอุตสาหกรรม AI พลังงาน และนวัตกรรม พร้อมยกระดับความร่วมมือด้านการค้า อาหาร เทคโนโลยี และการออกแบบ โดยไทยต้องการผลักดันศักยภาพด้านวัตถุดิบ ภูมิปัญญา และความมั่นคงทางอาหาร เพื่อเพิ่มบทบาทเป็นฐานการลงทุนสำคัญในภูมิภาค ถือเป็นโมเมนตัมบวกต่อหุ้นนิคมอุตสาหกรรม Data Center พลังงาน และเทคโนโลยี เช่น AMATA, WHA, GULF และกลุ่ม Digital Infrastructure จากโอกาสเม็ดเงินลงทุนต่างชาติและความร่วมมือด้าน AI ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะกลางถึงยาว
  • กระทรวงพาณิชย์เผยส่งออกผลไม้สดไทยช่วง 3 เดือนแรกปี 2569 พุ่ง 56% สู่มูลค่า 2.23 หมื่นลบ. จากการเร่งทำตลาดเชิงรุกทั้งออฟไลน์และไลฟ์คอมเมิร์ซ โดยจีนยังเป็นตลาดหลักคิดเป็นสัดส่วนกว่า 80% ของการส่งออกผลไม้ไทย พร้อมตั้งเป้าส่งออกผลไม้ทั้งปีโตไม่น้อยกว่า 5% แตะ 1.79 แสนลบ. ขณะที่ภาครัฐเร่งเจรจาโลจิสติกส์และเปิดตลาดใหม่ทั้งเกาหลี อินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป ถือเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มขนส่ง โลจิสติกส์ บรรจุภัณฑ์ และค้าปลีก จากปริมาณการส่งออกผลไม้และกิจกรรมกระตุ้นการบริโภคที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปีนี้ และเป็นโมเมนตัมเชิงบวกต่อตัวเลขการส่งออกไทยปีนี้ของไทย
  • ความหวังต่อการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านช่วยกดราคาน้ำมันลง และเพิ่มโอกาสการเปิดเส้นทางพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แม้อิหร่านส่งสัญญาณเปิดรับข้อเสนอใหม่จากสหรัฐฯ แต่ความขัดแย้งเรื่องคลังยูเรเนียมและการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นอุปสรรคสำคัญ ขณะที่ตลาดกังวลว่าหากวิกฤติยืดเยื้อจะดันเงินเฟ้อและเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางทั่วโลกต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อ โดยถ้าสถานการณ์ผ่อนคลายลงมองเป็นบวกต่อกลุ่มขนส่ง โรงไฟฟ้า สายการบิน และค้าปลีก จากราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลง แต่ยังต้องระวังความผันผวนจาก bond yield โลกและความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ยังสูง
  • สำนักงาน EECO ผลักดัน EEC เป็นศูนย์กลาง Green Data Center ของภูมิภาค โดยชูจุดแข็งด้านทำเล โครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ พลังงานแข่งขันได้ และนโยบายสนับสนุนการลงทุนครบวงจร พร้อมเร่งวางโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า น้ำ และระบบดิจิทัล รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ที่คาดเพิ่มเกิน 10,000 MW ในระยะยาว ท่ามกลางความสนใจจากผู้เล่นระดับโลกทั้ง Google Cloud และผู้ให้บริการ Data Center รายใหญ่ มองเป็นบวกต่อหุ้นนิคมฯ สาธารณูปโภค และ Digital Infrastructure (AMATA, WHA, GULF, BGRIM, TRUE) จากโอกาสลงทุน Data Center และความต้องการใช้ไฟฟ้า-โครงข่ายดิจิทัลที่เร่งตัวใน EEC ระยะยาว

หุ้นแนะนำวันนี้ Top pick:

GULF: ราคาพื้นฐาน 67.00 บาท

  • มองโอกาสลงทุนพลังงานหมุนเวียนในยุโรปมากขึ้นจากเสถียรภาพตลาดที่ดีขึ้น ขณะที่หลีกเลี่ยงเวียดนามจากความไม่แน่นอนด้านนโยบาย โดยปัจจุบันมี renewable capacity 2,000MW ในยุโรป
  • บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2569 โต 10-15% จากการ COD โครงการใหม่ราว 700MW และมอง data center เป็น growth driver ใหม่ มีโอกาสขยายกำลังผลิตสู่ 1-2GW ใน 5ปีหน้า
  • KS ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2569-71 ขึ้น 19%/10%/15% จากกำไรขายสินทรัพย์, IPP utilization แข็งแกร่ง และเงินปันผล KBANK

STECON: ราคาพื้นฐาน 15.28 บาท

  • ภาพกำไรสุทธิ 1Q69 ที่ 351 ลบ. แต่หากตัดกำไรพิเศษ กำไรปกติอยู่ที่ 155 ลบ. (-55% YoY, -31% QoQ) อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมเงินปันผล กำไรปกติหลักยังโต +30% YoY และดีกว่าคาดจาก margin และ SG&A ที่ดีขึ้น
  • Backlog สิ้น 1Q69 ที่ 1.16 แสนลบ. (-7% YoY, -6% QoQ) หรือราว 3 ปีของรายได้ แม้ยังไม่มีงานใหม่เข้ามาในไตรมาสแรก
  • คาดกำไร 2Q69 โตแรง YoY จากเงินปันผล GULF และการเร่งตัวของงานก่อสร้าง พร้อมมองบวกต่อโอกาสได้งานใหม่ครึ่งปีหลัง ทั้งโครงการรัฐและ Data Center โดยคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 15.28 บาท

รายงานตัวเลขเศรษฐกิจ

วันศุกร์ ติดตามดัชนีความเชื่อมั่นของสหรัฐฯ จาก ม.มิชิแกน เดือน พ.ค. คาดที่ 48.3 จุด

- Advertisement -