บล.พาย:
FINANCE กำไรสุทธิรวมใน 1Q26 แข็งแกร่ง (NEUTRAL)
TOP PICK: TIDLOR
ผลการดำเนินงานใน 1Q26 กลุ่มไฟแนนซ์ (KTC MTC SAWAD TIDLOR) รายงานกำไรสุทธิรวมแข็งแกร่ง ที่ 7 พันล้านบาท (+21% YoY, +12% QoQ) และ NPL ratio ทรงตัวที่ 2.4% แนวโน้มในปี 2026 เราคาดกำไรสุทธิรวมขยายตัวต่อเนื่องราว 9% หนุนจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเติบโต และรายได้ค่าธรรมเนียมสูงขึ้น ทั้งนี้ในระยะสั้น โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วยเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และเสริมความสามารถในการชำระหนี้ดีขึ้น อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวนเพิ่มขึ้นกดดันอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นที่อาจนำไปสู่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต หากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังยืดเยื้อ ด้านการลงทุน คงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” เลือก TIDLOR เป็นหุ้นเด่น
กำไรสุทธิรวมใน 1Q26 เติบโตแข็งแกร่ง คุณภาพสินเชื่อค่อนข้างทรงตัว
-
กลุ่มไมโครไฟแนนซ์ 4 แห่ง (KTC, MTC, SAWAD, TIDLOR) รายงานกำไรสุทธิรวมที่ 7 พันล้านบาท (+21% YoY, +12% QoQ) ใน 1Q26 การเติบโต YoY หนุนจาก (1) รายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัว YoY และ (2) รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยขยายตัวจากค่าธรรมเนียมจากธุรกิจนายหน้าธุรกิจประกัน YoY และ (3) สำรองหนี้ฯ ลดลงทั้ง YoY และ QoQ
-
บริษัททั้ง 4 แห่ง รายงานกำไรสุทธิเติบโตทั้ง YoY และ QoQ โดย TIDLOR กำไรเติบโตโดดเด่น (+35% YoY, +56% QoQ)
-
สินเชื่อรวมปรับลดลง 0.5% QoQ ส่วนใหญ่จากการลดลงของ KTC ที่ลดลงจากปัจจัยฤดูกาล หลังจากลูกหนี้ชำระคืนหนี้ที่มีการใช้จ่ายสูงในช่วงปลายปี และสินเชื่อจาก MTC SAWAD TIDLOR ชะลอตัวการเร่งงวดการปล่อยสินเชื่อใหม่
-
หนี้เสียรวมปรับสูงขึ้น 1.4% QoQ ที่ 12 พันล้านบาท มีเพียง TIDLOR ที่รายงานหนี้เสียลดลง ขณะที่หนี้เสียของ KTC MTC SAWAD ปรับขึ้น ขณะที่ NPL ratio เฉลี่ยของกลุ่มไมโครไฟแนนซ์ทรงตัวที่ 2.4%
คาดกำไรสุทธิในปี 2026 ขยายตัวต่อเนื่อง แต่มีความเสี่ยงเศรษฐกิจมหภาคเพิ่มขึ้น
-
ในปี 2026 คาดกำไรสุทธิรวม (รวม AEONTS) เพิ่มขึ้น 9% (2025: +8.4%) หนุนจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัว และรายได้ค่าธรรมเนียมปรับสูงขึ้น โดยบริษัทไมโครไฟแนนซ์ทั้ง 5 แห่งมีแนวโน้มรายงานกำไรเติบโตในปี 2026 โดยคาด TIDLOR จะรายงานกำไรเติบโตโดดเด่น +15.4% และ MTC (+13.5%) ตามลำดับ นอกจากนี้ คาด KTC (+6.1%) SAWAD (+5.5%) AEONTS (+1.1%) และ เติบโตในอัตราต่ำกว่า
-
ปัจจัยบวกที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย และลดความเสี่ยงคุณภาพสินเชื่อ (1) เศรษฐกิจไทยใน 1Q26 เติบโตดีกว่าคาด (2) โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ไทยช่วยไทยพลัส การช่วยเหลือผู้มีรายได้ต่ำ ดอกเบี้ยต่ำช่วยกลุ่ม SME และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (3) เทศกาล World cup ในช่วงเดือน มิ.ย. – ก.ค.
-
ปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระทบการเติบโต และความสามารถในการชำระหนี้ลดลง (1) ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น และอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น (2) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับสูงขึ้น และ (3) การแข่งขันสูงขึ้น
น้ำหนักการลงทุนคง “เท่ากับตลาด” เลือก TIDLOR เป็นหุ้นเด่น
-
คงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” กลุ่มไฟแนนซ์ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และสามารถควบคุมคุณภาพสินเชื่อได้ด้วยการเพิ่มความเข้มงวดในการขยายสินเชื่อใหม่ และเน้นการติดตามหนี้ นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลช่วยพยุงเศรษฐกิจและเสริมสภาพคล่องในประเทศ อย่างไรก็ดี ความท้าทายจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น และอาจนำไปสู่การกดดันในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ในอนาคต
-
ราคาหุ้นของบริษัทปรับลดลงสะท้อนความเสี่ยงจากความความขัดแย้งที่เกิดขึ้น Valuation กลุ่มฯ ซื้อขายเฉลี่ยที่ 1.2x PBV’26E เทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี (2020-2024) ที่ 2.6x และ 8.3x PE’26E PBV’26E เทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 15.8x ดังนั้นมองว่าได้สะท้อนความกังวลไปบางส่วนแล้ว
-
เลือก TIDLOR หุ้นเด่นจาก (1) อัตราการเติบโตของกำไรโดดเด่น (2) งบดุลแข็งแกร่ง (3) การจ่ายเงินปันผลสูง โดยบริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.69 บาท (XD 2 มิ.ย. และจ่ายปันผล 19 มิ.ย.) สำหรับผลการดำเนินงานใน 1Q26 และ (4) การซื้อหุ้นคืนวงเงินไม่เกิน 2.4 พันล้านบาท และจำนวนหุ้นซื้อคืนไม่เกิน 122.82 ล้านหุ้น ระหว่างวันที่ 28 พ.ค.-27 พ.ย. 2026








