บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย):
Thailand Electronics (NEUTRAL [Unchanged])
นักลงทุนสิงคโปร์ระมัดระวังต่อหุ้นกลุ่มอิเล็กฯ ขณะที่นักลงทุนมาเลเซียมองบวกมากกว่า
นักลงทุนสนใจเพียงแค่ DELTA และ HANA เท่านั้น
เราได้เข้าพบกับลูกค้าสถาบัน 12 รายในสิงคโปร์เมื่อวันที่ 9–10 กรกฎาคม และลูกค้าสถาบันอีก 12 รายในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียเมื่อวันที่ 16–17 กรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่านักลงทุนในสิงคโปร์ยัง Underweight หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทย (ETRONs) เนื่องจากมีความกังวลเรื่องมูลค่าหุ้น (Valuation) ที่ตึงตัวหลังราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรงตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 อย่างไรก็ตามหลายรายยังมีสถานะการลงทุนใน DELTA ขณะเดียวกัน นักลงทุนในกัวลาลัมเปอร์ส่วนใหญ่ก็ถือหุ้น DELTA อยู่แล้ว และกำลังมองหาจังหวะที่จะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในประเทศไทยเพิ่มเติม ประเด็นสำคัญที่มีการหารือกัน ได้แก่ 1) ศักยภาพการเติบโตของ DELTA ท่ามกลางความกังวลเรื่องการขาดแคลนวัตถุดิบและการชะลอตัวของการขยายกำลังการผลิตด้าน AI 2) แนวโน้มธุรกิจ AI ของ HANA และความสามารถในการลดผลขาดทุนของโรงงาน PMS ในเกาหลีใต้ และ 3) บทบาทของหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทยในห่วงโซ่อุปทาน AI ระดับโลก ทั้งนี้ เรายังคงมุมมอง “เท่าตลาด” ต่อกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากเชื่อว่าแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่งได้สะท้อนในราคาหุ้นไปมากแล้ว โดยเลือก HANA เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม
การลดผลขาดทุนของ PMS คือปัจจัยสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) ของ HANA
นักลงทุนมีมุมมองเชิงบวกต่อธุรกิจเดิมของ HANA รวมถึงลูกค้ารายใหม่ในกลุ่ม AI แต่ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการลดผลขาดทุนของโรงงาน PMS อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าการปรับลดโครงการที่ไม่ทำกำไร การได้ลูกค้าโรงหล่อซิลิคอน (Si foundry) รายใหม่ในเกาหลี และการปรับเปลี่ยนเป้าหมายไปสู่การใช้งานในกลุ่ม AI และศูนย์ข้อมูล (Data Center) จะช่วยให้ HANA สามารถลดผลขาดทุนลงได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป (คาดการณ์อัตรากำไรขั้นต้น หรือ GPM ของ PMS/US ในปี 2568/2569/2570 อยู่ที่ -64% / -40% / -10% ตามลำดับ) โดยรวมแล้ว เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” HANA ด้วยราคาเป้าหมาย 52 บาท (ประเมินด้วยวิธี DDM) โดยมีปัจจัยหนุนจากการเติบโตของกำไรหลักในปี 2569/2570 ที่ 65% และ 68% ตามลำดับ จาก 1) ผลขาดทุนที่ลดลงของ PMS และ HTI 2) ยอดขายจากลูกค้า AI รายใหม่ 2 รายที่จะคิดเป็นสัดส่วน 12% ของยอดขายรวมในปี 2570 และ 3) การฟื้นตัวของหน่วยธุรกิจ IC (แผงวงจรรวม)
ความกังวลต่อแนวโน้มของ DELTA นั้นมากเกินไป
นักลงทุนได้สอบถามเกี่ยวกับแนวโน้มการเติบโตของ DELTA ท่ามกลางภาวะตึงตัวของการขยายกำลังการผลิต AI และการขาดแคลนวัตถุดิบ ในมุมมองของเรา ภาวะกำลังการผลิต AI ที่ตึงตัวนั้นสะท้อนถึงความต้องการ (Demand) ที่ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์นี้น่าจะคลี่คลายลงได้ภายในปี 2572 ขณะที่ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบคาดว่าจะเริ่มบรรเทาลงตั้งแต่ 3Q69 เป็นต้นไป จากการที่ DELTA ได้ขยายฐานซัพพลายเออร์เพิ่มขึ้น เรายังคงประมาณการการเติบโตของกำไรหลักในปี 2569/2570 ไว้ที่ 61% และ 40% ตามลำดับ หนุนจากการเติบโตของยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ AI และศูนย์ข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซลูชันระบบทำความเย็นด้วยของเหลว (Liquid-cooling) รายใหม่ ทั้งนี้ เราเชื่อว่าหากราคาหุ้นมีการปรับฐานหลังจากรายงานผลประกอบการ 2Q69 จะเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าสะสม
KCE ราคาแพงเกินไป ขณะที่ CCET ยังไม่ดึงดูดใจนักลงทุนต่างชาติ
นักลงทุนให้ความสนใจในหุ้น KCE และ CCET ค่อนข้างน้อย โดยส่วนใหญ่เห็นด้วยกับมุมมองของเราที่ว่า KCE มีโอกาสน้อยที่จะสามารถปรับเพิ่มราคาขายเฉลี่ย (ASP) และผลักดันอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากยอดขายกว่า 50% มาจากกลุ่มยานยนต์ในฝั่งตะวันตก ซึ่งกำลังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีน นอกจากนี้ เรายังมองว่าดีลใหม่ของ KCE ในกลุ่มหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ โดรน และโทรคมนาคม ซึ่งมีมูลค่าราว 30-40 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีนั้น ยังไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนระดับ P/E ในปัจจุบันที่สูงถึง 49 เท่าของประมาณการปี 2570 (ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีถึง +2SD)







