บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย):

KrungThai Card (KTC TB)

โดดเด่นทั้งการเติบโตและความมั่นคง

แข็งแกร่งท่ามกลางความผันผวน ด้วยงบดุลที่มั่นคงเป็นพิเศษ

คงคำแนะนำ ซื้อ พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 48 บาท จากเดิม 38 บาท อิง PER 13.8 เท่า และ P/BV 2.4 เท่า หลังปรับเพิ่มประมาณการกำไรและเลื่อนฐานการประเมินมูลค่าไปปี 2570 เราชอบ KTC จากความสามารถในการทำกำไรที่โดดเด่น โดยมี ROA สูงถึง 8.0% ซึ่งสูงกว่าผู้ประกอบการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถที่มี ROA ราว 4.0% และกลุ่มธนาคารที่มี ROA เพียง 1.0-2.0% อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ KTC ยังมีความสามารถในการสร้างกำไรที่มีความต่อเนื่องและมีคุณภาพสูง จากการเติบโตของยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่แข็งแกร่ง และการตั้งสำรองหนี้สูญในระดับสูงถึง 4.3 เท่าของ NPL อีกทั้งรายได้จากธุรกิจนายหน้าประกันภัยมีแนวโน้มเป็นแรงหนุนการเติบโตของกำไรในระยะยาว เรามองว่า KTC มีศักยภาพในการเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลเป็น 70% จากการเติบโตของสินเชื่อที่ชะลอตัวและอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ที่อยู่ในระดับต่ำ ความเสี่ยงสำคัญคือคุณภาพสินทรัพย์อาจอ่อนแอกว่าที่คาด

กำไร 2Q69 เติบโต 17% YoY คุณภาพสินทรัพย์ยังแข็งแกร่ง

KTC รายงานกำไรสุทธิ 2Q69 ที่ 2.2 พันล้านบาท (EPS 0.86 บาท) เพิ่มขึ้น 17% YoY จาก NIM ที่สูงขึ้นและ Credit Cost ที่ลดลง พอร์ตสินเชื่อทรงตัว QoQ เนื่องจาก KTC ยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ ขณะที่ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเติบโตเร็วกว่าอุตสาหกรรมถึง 2 เท่า NIM เพิ่มขึ้น 46bps QoQ มาอยู่ที่ 13.5% จากผลตอบแทนสินเชื่อ (Loan Yield) ที่สูงขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Opex) ทรงตัว YoY จากการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ คุณภาพสินทรัพย์ยังคงแข็งแกร่ง โดยอัตรา NPL ลดลง 7bps QoQ เหลือ 1.86% Credit Cost ลดลงเหลือ 4.9% ใน 2Q69 จาก 5.7% ใน 2Q68 การเกิดหนี้เสียใหม่ (NPL Formation) ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี ที่ 4.4%

มีปัจจัยบวกหลายด้านหนุนการ Re-rating

เรามองว่ามี 3 ปัจจัยบวกที่จะสนับสนุนการปรับเพิ่มมูลค่าหุ้น (Re-rating) ได้แก่ 1) KTC สามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดบัตรเครดิตได้เหนือกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม โดยส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจาก 11.9% ในปี 2565 เป็น 13.4% ใน 1H69 จากแคมเปญการตลาดที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม 2) คาดว่า NIM จะเพิ่มขึ้นสู่ 13.1-13.3% ในปี 2569-70 จาก 12.9% ในปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากต้นทุนทางการเงินที่คาดว่าจะลดลง 10-20bps YoY ทั้งนี้ KTC มีอันดับความน่าเชื่อถือสูงสุดในกลุ่มที่ระดับ AA ซึ่งช่วยให้มีข้อเปรียบด้านต้นทุนทางการเงินในระยะยาว และ 3) การเริ่มดำเนินธุรกิจนายหน้าประกันภัยจะช่วยสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมโดยไม่มีความเสี่ยงด้าน NPL และไม่ต้องใช้เงินทุนรองรับมากนัก เรามองว่าการปรับโครงสร้างรายได้ไปสู่รายได้ค่าธรรมเนียมที่มีอัตรากำไรสูงและใช้เงินทุนน้อย จะช่วยยกระดับ ROE และประสิทธิภาพการใช้เงินทุนในระยะยาว

ปรับเพิ่มประมาณการกำไร คาดจ่ายปันผลสูงขึ้น

เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569-71 ขึ้น 3-5% เพื่อสะท้อน Credit Cost ที่ลดลง โดยคาดว่า Credit Cost จะลดลง 10-24bps YoY ในช่วงปี 69-71 ปัจจุบันเราคาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโต 10% YoY ในปี 69 และเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี ในช่วงปี 70-71 จากการที่บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนมากกว่าการเร่งขยายสินเชื่อ เราจึงปรับสมมติฐานอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio: DPR) เพิ่มเป็น 60-70% ในปี 69-71 จาก 45-55% ในปี 66-68 เรามองว่าธุรกิจนายหน้าประกันภัยใช้เงินทุนต่ำ จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบต่ออัตราการจ่ายเงินปันผล ขณะที่อัตราส่วน D/E ลดลงเหลือเพียง 1.4 เท่าใน 2Q69 จาก 3.3 เท่าในปี 62 สะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไร (ROA) ที่สูงและการจ่ายเงินปันผลในระดับต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งของฐานะการเงินอย่างต่อเนื่อง

- Advertisement -