บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย)
Bangchak Corporation (BCP TB)
หุ้นโรงกลั่นที่ราคายัง Laggard
คงแนะนำ “ซื้อ” เพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 61 บาท (สูงสุดในตลาด)
เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” BCP และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 61 บาท จากเดิม 54 บาท หลังจากปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ขึ้นอีก 22-50% สำหรับปี 2569–2572 โดยเราได้รวมปัจจัยบวกจากค่าการกลั่น (GRM) ที่สูงขึ้น เนื่องจากเรามองว่าแนวโน้มธุรกิจโรงกลั่นแข็งแกร่งขึ้นจากกำลังการกลั่นใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างจำกัด นอกจากนี้ เรายังปรับเพิ่มประมาณการกำไรจากธุรกิจน้ำมันอากาศยานยั่งยืน (SAF) จากอัตราการใช้กำลังการผลิต (u-rate) และส่วนต่างราคา (spread) ที่สูงขึ้น และสุดท้าย เรามองว่าราคาน้ำมันที่ลดลงจะไม่ใช่ปัจจัยลบหลัก เนื่องจากเราคาดว่ากำไรจากธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (E&P) คิดเป็นเพียง 3-6% ของกำไรทั้งหมดในปี 2569–2571 แม้ว่าสัดส่วน EBITDA จากธุรกิจนี้จะดูค่อนข้างสูงก็ตาม ทั้งนี้ นับตั้งแต่เดือนเมษายนราคาหุ้น BCP ปรับขึ้นเพียง 7% ขณะที่หุ้นโรงกลั่นอื่นอย่าง TOP และ SPRC ปรับขึ้นราว 30% จึงถือว่า BCP ยังเป็นหุ้นที่ Laggard ในกลุ่มโรงกลั่น มูลค่าหุ้นในปัจจุบันมีความน่าสนใจ โดยซื้อขายอยู่ที่ P/BV 0.6 เท่า และ P/E 6 เท่า (ข้อมูลปี 2570) โดยเรามองว่าแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่งใน 2Q69–3Q69 และความเป็นไปได้ในการรื้อฟื้นโครงการซื้อหุ้นคืนจะเป็นปัจจัยหนุนในระยะสั้น
มุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มค่าการกลั่น (GRM)
เราปรับเพิ่มประมาณการค่าการกลั่นอ้างอิงสิงคโปร์ในปี 2569 ขึ้นเป็น 12 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิม 6.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และปรับเป็น 7 / 6 / 6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิม 5.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในปี 2570–2572 ทั้งนี้ โรงกลั่นยังคงเป็นกลุ่มธุรกิจที่เราชอบที่สุดในหมวดพลังงาน เนื่องจากเรายังคงเห็นภาวะอุปทานที่ตึงตัว โดยกำลังการผลิตโรงกลั่นใหม่สุทธิในปี 2569–2571 จะเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 0.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน เทียบกับ 1.0 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วง 3 ปีก่อนหน้า ปัจจัยนี้ ประกอบกับปริมาณสินค้าคงคลังทั่วโลกที่อยู่ในระดับต่ำ และอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงกลั่นทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างล่าช้า น่าจะช่วยรักษาให้ค่าการกลั่น (GRM) อยู่ในระดับสูงต่อไปได้ในอนาคตอันใกล้
ธุรกิจ SAF และหน่วยธุรกิจในฮ่องกงช่วยหนุนกำไร
เราปรับเพิ่มประมาณการสำหรับหน่วยธุรกิจ SAF โดยคาดว่าจะมี EBITDA ต่อปีอยู่ที่ 3.9 พันล้านบาท จากส่วนต่างราคา (spread) และอัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูงขึ้น ปัจจัยนี้เมื่อรวมกับธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในฮ่องกงที่เพิ่งเข้าซื้อกิจการมาใหม่ จะช่วยสร้าง EBITDA รวมกันกว่า 5 พันล้านบาทต่อปี โดยจะเริ่มรับรู้ตั้งแต่ 3Q69 เป็นต้นไป ซึ่งเรามองว่าตลาดยังคงประเมินมูลค่าการเติบโตของกำไรจากช่องทางใหม่เหล่านี้ต่ำเกินไป
ราคาน้ำมันลดไม่ใช่ปัจจัยกดดันหลัก เหตุกำไรจาก E&P สัดส่วนต่ำ
เราได้สะท้อนปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันที่ลดลงไปในประมาณการแล้ว (รายละเอียดอยู่ในบทวิเคราะห์ฉบับเต็ม) แต่ไม่มองว่าสิ่งนี้จะเป็นปัจจัยลบที่สำคัญ แม้ว่าธุรกิจ E&P จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1/3 ของ EBITDA รวม แต่สัดส่วนกำไรที่ส่งมายังบริษัทคิดเป็นเพียง 3-6% ของกำไรทั้งหมดในช่วงปี 2569–2571 เนื่องจากอัตราภาษีปิโตรเลียมที่สูงมาก และ BCP ถือหุ้นในหน่วยธุรกิจนี้เพียง 45% เท่านั้น








