บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):

Central Retail Corporation (CRC.BK/CRC TB)*

ประมาณการ 2Q69F: จะเป็นจุดต่ำสุด (Outperform‧Maintained)

Event 

เราคาดว่ากำไรปกติของ CRC ใน 2Q69F จะอยู่ที่ 1.4 พันล้านบาท (ทรงตัว YoY, -54% QoQ) เนื่องจากยอดขาย และ อัตรากำไรขั้นต้นลดลง YoY หลังจากที่ขายกิจการในอิตาลีออกไป แต่หากตัดผลกระทบจากการขายกิจการออกไป (ส่วนแบ่งกำไรจากกิจการในอิตาลีอยู่ที่ 406 ล้านบาทใน 2Q68) กำไรปกติใน 2Q69 จะเพิ่มขึ้นถึง 43% YoY เนื่องจากต้นทุนการเงินลดลงตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลง เราคาดว่ากำไรปกติในงวด 1H69 จะอยู่ที่ 4.2 พันล้านบาท (+11% YoY) และ คิดเป็น 54% ของประมาณการกำไรเต็มปีของเรา 

Impact 

คาดว่า SSSG จะเป็นบวกหลักเดียวต่ำ ๆ 

เราคาดว่า SSSG ของ CRC ใน 2Q69 จะเป็นบวกหลักเดียวต่ำ ๆ (จากที่ติดลบหลักเดียวต่ำ ๆ ถึง กลาง ๆ ใน 2Q68 และ 1Q69) ซึ่งหลัก ๆ ได้แรงหนุนจากกลุ่มอาหารในประเทศไทย ซึ่งได้อานิสงส์จากกระแสการตุนสต็อกที่ช่วยหนุนอุปสงค์ ทำให้ SSSG ของกลุ่มอาหารในประเทศไทยเป็นบวกหลักเดียวกลาง ๆ ดีกว่ากลุ่มอื่น ๆ ที่อยู่ประมาณ +/- หลักเดียวต่ำ ๆ ทั้งนี้ เมื่อประกอบกับผลกระทบจากการขายกิจการในอิตาลี และ ธุรกิจ hardline ในเวียดนาม (NKT) ออกไป เราคาดว่ายอดขายใน 2Q69 จะอยู่ที่ 5.27 หมื่นล้านบาท (-6% YoY, +12% QoQ) 

คาดว่าจะถูกกกระทบไม่มากนักจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น 

เราคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจากยอดขายใน 2Q69 จะอยู่ที่ 24.3% (-1.5ppts YoY, +0.2ppts QoQ) เนื่องจากไม่มีกิจการในอิตาลีแล้ว ซึ่งเมื่อรวมกับอัตรากำไรขั้นต้นจากการเช่า อัตรากำไรขั้นต้นรวมใน 2Q69 จะอยู่ที่ 26.4% (-1.4ppts YoY, +0.4ppts QoQ) เราคาดว่าต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นจะกระทบกับค่าใช้จ่ายโดยรวมใน 2Q69F อย่างไรก็ตาม เราคาดว่ามาตรการลดต้นทุนจะช่วยบรรเทาผลกระทบ และ ทำให้สัดส่วน SG&A ต่อยอดขายใน 2Q69 อยู่ที่ 29.6% (จาก 30.6% ใน 2Q68 และ 26.4% ใน 1Q69) เราคาดว่าต้นทุนการเงินจะลดลงเป็น 714 ล้านบาทจาก 1.1 พันล้านบาทใน 2Q68 เนื่องจาก i) ยอดหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยลดลงมาอยู่ที่ 7.29 หมื่นล้านบาทใน 1Q69 จาก 8.96 หมื่นล้านบาทใน 1Q68 และ ii) อัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลง (จาก 2.0% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เป็น 1.0% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569) 

ยังคงคาดว่ากำไรจะถึงจุดต่ำสุดใน 2Q69F 

ถึงแม้ว่าแนวโน้มอุปสงค์ในภาพรวมจะยังดูท้าทาย แต่เรายังคงมองว่าผลประกอบการของ CRC จะต่ำสุดใน 2Q69F ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นใน 2H69F เนื่องจาก i) ต้นทุนการเงินลดลงตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลง โดยหนี้ที่คิดอัตราดอกเบี้ยลอยตัวคิดเป็นประมาณ 72% ของยอดหนี้รวม เราคาดว่าต้นทุนการกู้ยืมที่ลดลงทุก ๆ 25bps จะทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นประมาณ 100 ล้านบาทต่อปี ii) ไม่มีผลขาดทุนจากธุรกิจ hardline ในเวียดนามอีก หลังจากที่ CRC ขายการลงทุนในบริษัทย่อยออกไปเรียบร้อยเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 โดยในปี 2568 ส่วนแบ่งผลขาดทุนจาก NKT อยู่ที่ประมาณ 250 ล้านบาท iii) ส่วนแบ่งกำไรจาก JD sport (100 ล้านบาท/ปี) iv) ความริเริ่มเกี่ยวกับการบริหารจัดการภายใน ซึ่งได้แก่ มาตรการลดต้นทุนผ่านการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง และ การลด waste รวมถึงการใช้กลยุทธ์สินค้า house-brand อย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนยอดขายสินค้า house-brand ของกลุ่มแฟชั่น, อาหาร และ hardline อยู่ที่ 3%, 12% และ 16% ตามลำดับ 

Valuation & action 

เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยประเมินราคาเป้าหมาย 1H70 ที่ 23.80 บาท อิงจาก PER เฉลี่ยถ่วงน้ำหนักที่ 17.7x (กลุ่มแฟชั่นที่ 15.0x (-0.5 S.D.), กลุ่มอาหารที่ 19.5x (-1.5 S.D.) และ กลุ่ม hardline ที่ 17.0x (เฉลี่ย)) 

Risks 

การแข่งขันเข้มข้นมากขึ้น, เศรษฐกิจชะลอตัวลง, ความนิยมของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไป, ความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์ของทางการ, ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย, ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

- Advertisement -