บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):
Bank Sector สินเชื่อฟื้นตัวขึ้น และ NIM ต่ำสุดแล้ว (Overweight Maintained)
Event
สรุปผลประกอบการ 2Q69 และ อัพเดตแนวโน้ม
Impact
แนวโน้มผลประกอบการ 2Q69 มีทั้งดีขึ้น และ แย่ลง
ผลประกอบการของกลุ่มธนาคารออกมามีทั้งดีขึ้น และ แย่ลง โดยกำไรสุทธิรวม (ของธนาคาร 7 แห่ง) ลดลง 4% QoQ และ ลดลง 1.6% YoY ใน 2Q69 โดยกำไรรวมในงวด 1H69 ลดลง 1.9% ทั้งนี้ กำไรใน 2Q69 ต่ำกว่าประมาณการของเรา 7% แต่ดีกว่าประมาณการเฉลี่ย (consensus) 3% โดยธนาคารที่กำไรออกมาต่ำเกินคาดมากที่สุดคือ BBL รองลงมาคือ KBANK และ SCB อย่างไรก็ตาม กำไรของ KKP และ TTB เพิ่มขึ้นอย่างมาก และ ดีกว่าคาด ในขณะที่กำไรของ KTB แข็งแกร่งตามคาด ทั้งนี้ กำไรสุทธิรวมในงวด 1H69 คิดเป็น 54% ของประมาณการกำไรเต็มปีของเรา
สินเชื่อของทุกธนาคารกลับมาขยายตัว โดยเฉพาะ KBANK KTB KKP
สินเชื่อรวม (ของ 7 ธนาคาร) ขยายตัว 1% QoQ และ3% YTD นำโดย KBANK (+4% QoQ และ +3% YTD), KTB (+1.2% QoQ และ +3% YTD) และ รองลงมาคือ KKP โดยสินเชื่อใหม่ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ (ของ KTB เป็นสินเชื่อภาครัฐ) ในขณะที่ไม่ค่อยมีการขยายสินเชื่อรายย่อย และ สินเชื่อ SME ลดลง สำหรับในระยะต่อไป เราคาดว่าสินเชื่อจะยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่งใน 3Q69 จากการอนุมัติสินเชื่อก้อนใหญ่ให้กับธุรกิจขนาดใหญ่ในกลุ่ม hospitality และ สาธารณูปโภค ซึ่งสินเชื่อดังกล่าวจะขับเคลื่อนให้สินเชื่อรวมโตเกินกว่าที่ธนาคารต่าง ๆ ประเมินเอาไว้ก่อนหน้านี้
NIM ลดลงเล็กน้อย โดยมีสัญญาณว่าผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และ จะดีขึ้นใน 2H69
ส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) ของธนาคารขนาดใหญ่ทุกแห่งลดลงเพียงเล็กน้อย <5bps ทั้ง KBANK BBL KTB ในขณะที่ NIM ของ SCB KTB TISCO TTB ดีขึ้น ส่วนของ KKP ทรงตัว ทั้งนี้ NIM ที่มีแนวโน้มดีขึ้นสะท้อนถึง 1.) การปรับโครงสร้างสินทรัพย์ โดยลดสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่ำ ได้แก่การปล่อยกู้ในตลาดเงิน และ การลงทุนคงที่ระยะสั้นซึ่งให้ยีล์ดต่ำ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เกิดในธนาคารขนาดใหญ่ทุกแห่ง ทั้ง KTB SCB BBL KBANK 2.) การใช้สภาพคล่องภายใน โดยไม่ได้ระดมเงินฝากเพิ่มในการขยายสินเชื่อ ซึ่งช่วยหนุนให้ LDR ขยับเพิ่มขึ้นจากระดับที่ต่ำมากมาอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลมากขึ้น
รายได้ค่าธรรมเนียมแข็งแกร่งจากตลาดทุน โดยเฉพาะ KKP TTB KBANK
รายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารต่าง ๆ ยังคงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธนาคารที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับ wealth management ในระดับสูง โดยรายได้ค่าธรรมเนียมของ TTB KBANK KKP เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งทั้ง QoQ และ YoY อย่างไรก็ตาม รายได้ค่าธรรมเนียมของ KTB ทรงตัว QoQ และ ของ BBL ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่ของ SCB ชะลอตัวลง
Risks
NPLs เพิ่มขึ้น และ ตั้งสำรองเพิ่มขึ้น, รายได้ค่าธรรมเนียมลดลง, ผลขาดทุน FVTPL จากการลงทุน
คุณภาพสินทรัพย์ – ของ KKP TTB มีแนวโน้มดีขึ้น, ของ KTB KBANK TTB มีแนวโน้มทรงตัว และ ของ SCB BBL มีแนวโน้มอ่อนแอลง
gross NPLs รวมทรงตัว QoQ และ ลดลงเล็กน้อย 2% YoY โดย NPL ของ KKP และ SCB ลดลงอย่างมาก ในขณะที่ของ KTB KBANK มีแนวโน้มทรงตัว แต่ของ BBL เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การที่ NPL ของ KKP ลดลงอย่างมากเป็นสัญญาณบวก เพราะธนาคารนำรายได้ส่วนเกินไปตัดหนี้สูญที่ค้างในบัญชีมานาน (legacy NPL) ซึ่งจะช่วยให้ธนาคารลดคชจ.สำรองฯ (credit cost) ลงได้ในอนาคต ส่วน SCB ได้ทำการตัดหนี้สูญ (write-off) และ ขาย NPL ของสินเชื่อ Gen 2 & 3 อย่างหนัก ซึ่งคาดว่าจะเห็นการแก้ NPL ต่อในไตรมาสต่อ ๆ ไป ในกรณีของ BBL เรามองว่า NPL ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เป็นสัญญาณลบเพราะเป็นผลจากปัจจัยฤดูกาล ซึ่ง ณ จุดนี้ NPL ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้
… credit cost มีแนวโน้มลดลงประมาณ 10bps QoQ และ 16bps YoY
ในภาวะที่ NPL มีแนวโน้มทั้งบวก และ ลบ ธนาคารทุกแห่งลดคชจ.สำรองฯ (credit cost) ลงใน 2Q69 ซึ่งส่วนหนึ่งสะท้อนถึงการบันทึกส่วนรองรับหนี้เสียไว้สูงใน 1Q69 ทำให้ธนาคารสามารถรักษาสมดุลของ credit cost ใน 2Q69 ได้ และ credit cost อยู่ในช่วงขอบบนของเป้าปี 2569F แล้ว เป็นที่น่าสังเกตว่า NPL ของิสินเชื่อ H/P มี NPL เกิดใหม่ลดลง และ มีแนวโน้มลดลง ซึ่งน่าจะเป็นผลดีกับ KKP และ TISCO ในการลด NPL ใน 2H69
เราชอบ KBANK KTB KKP
การที่สินเชื่อฟื้นตัวในงวด 1H69 และ มีการอนุมัติสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่อีกหลายแห่ง QTD น่าจะทำให้โมเมนตัมการเติบโตของสินเชื่อดำเนินต่อไปใน 2H69 เรามองว่าสินเชื่อมีแนวโน้มฟื้นตัว และ NIM ที่ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วจะมีน้ำหนักมากกว่ากำไรที่ออกมาต่ำเกินคาดใน 2Q69 ซึ่ง ณ จุดนี้ เราชอบธนาคารที่มีส่วนรองรับหนี้เสียสูง และ พร้อมจะขยายสินเชื่อเพิ่ม ดังนั้น KBANK KTB จึงเข้ากับธีมนี้ และ ยังทำให้หุ้น KBANK และ KTB สมควรมีพรีเมี่ยมจากหุ้นอื่นในกลุ่ม ดังนั้น เราจึงกำหนด PBV โดยให้ พรีเมี่ยม 20% จากมูลค่าทางทฤษฎีที่ PBV 1.1x สำหรับ KBANK ทำให้ได้ราคาเป้าหมาย 12 เดือนที่ 275 บาท และ ที่ PBV 1.3x สำหรับ KTB ทำให้ได้ราคาเป้าหมาย 12 เดือนที่ 48 บาท นอกจากนี้ เรายังชอบ KKP เพราะมี backlog รายไดสูงจาก 1.) การลงทุนที่ยังไม่รับรู้ใน 2Q69 ซึ่งจะรับรู้กำไรในงวด 2H69 2.) credit cost ที่ลดลงมาอยู่ระดับ <1% ใน 2H26 (จาก 1.48% ใน 1H69) และ 3.) มีรายได้แข็งแกร่งจากตลาดทุน ดังนั้น เราจึงกำหนด PBV โดยให้ premium 20% จากมูลค่าทางทฤษฎีเช่นกัน นอกจากนี้ เรายังคาดว่า KKP จะจ่ายเงินปันผลพิเศษเพื่อบริหารจัดการเงินทุน ซึ่งหมายความว่าอัตราการจ่ายเงินปันผลเต็มปีจะอยู่ที่ 80% หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเต็มปีที่ประมาณ 7%









