หลายปัจจัยทำให้ ตลาดกลับมากังวล // 1,610-1,630
คาด SET Index Sideways Down: แรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่เร่งตัวขึ้น ตามทิศทางภาพสงครามในตะวันออกกลาง และ ผลการประชุม FOMC ที่ มีสัญญาณ Hawkish รวมถึง การปรับตัวลงของหุ้น กลุ่มเทคฯสหรัฐ จากความกังวลในภาพกำไรในอนาคต ที่อาจถูกกดดันจากอุปทานชิปขั้นสูงจากจีน
กลยุทธ์การลงทุน
1) เก็งงบ 2Q69: MTC, SAWAD, STECON, TIDLOR, ADVANC, TRUE, TFG
2) หุ้นปันผล : TISCO, SIRI, SPALI, PT, VAYU1, KBANK, KKP, KTB
3) พลังงาน และ โรงกลั่น : PTTEP, PTTGC, PTT, SPRC, BCP, IRPC, TOP
4) มาตรการรัฐ และ การลงทุนจากตปท.: CPALL, CPN, MINT, ERW, AOT, AMATA, WHA
-
ตลาดถูกปกคลุมด้วยหลายปัจจัยลบ: หลังตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลง และ ดัชนี Vix Index ที่สะท้อนความกลัวของตลาดดีดตัวขึ้นกว่า 13.45% ด้วยแรงกดดันจากหลายประเด็น นำโดย 1) ภาพสงครามในตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรง ล่าสุดอิหร่านเปิดฉากโจมตีฐานทัพสหรัฐ ขณะที่สหรัฐ และ อิสราเอล ตอบโต้ด้วยการโจมตีคลังอาวุธของอิหร่าน สิ่งที่น่ากังวลคือ กลุ่มกบฏฮูตี ได้ทำการโจมตีคลังน้ำมัน และ โครงสร้างพื้นฐานน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ทำให้ราคาน้ำมันกลับมาเร่งตัวขึ้นแตะระดับ 85 ดอลลาร์อีกครั้ง 2) ที่ประชุม FOMC มีมติคงดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% ความน่าสนใจ คือ มีกรรมการ 3 ท่าน เห็นว่าควรปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่การประชุมในครั้งนี้เลยอีก 25 bps สะท้อนภาพทิศทางนโยบายการเงินที่อิงไปในเชิง Hawkish มากขึ้น โดยประธานเฟดย้ำว่าจะควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้กลับสู่ระดับเป้าหมายที่ 2% และ หากอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงจะเป็นแรงกดดันให้ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในอนาคต 3) หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐ ปรับตัวลงทิศทางเดียวกับ หุ้นเทคโนโลยีเกาหลี หลัง SK Hynix ประกาศงบออกมาต่ำกว่าตลาดคาด ทำให้มีแรงขายทำกำไรบางส่วน นอกเหนือจากนี้ยังถูกกดดันจากข่าวการที่จีนประกาศผลิตชิปขั้นสูงด้วยเทคโนโลยี Deep-ultraviolet (DUV) lithography ซึ่งจะเร่งผลิตในปริมาณมาก เพิ่มอุปทานในตลาดชิป มองจะกดดันราคาชิปขั้นสูง และ กำไรของหุ้นกลุ่มชิป อย่างไรก็ดี MSFT ประกาศงบออกมาดีกว่าคาด ส่วน META ออกมาแย่กว่าคาด ยังมีความผันผวนของกำไรในหุ้นกลุ่มเทคฯ และจับตาการประกาศงบของ APPL และ AMZN ในคืนนี้
-
เก็งงบ และ ปันผล ยังคงเป็นทางเลือกยามตลาดผันผวน : มองยามตลาดถูกปกคลุมด้วยความผันผวนจากปัจจัยอยู่นอกหุ้นที่เตรียมประกาศผลประกอบการ 2Q69 เช่น กลุ่มพลังงาน และ สื่อสาร จะเป็นทางเลือกที่ดีในการเก็งกำไร โดยกลุ่มพลังงานมีแรงหนุนจาก ระดับราคาน้ำมันที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงช่วงไตรมาส 2 ขณะที่หุ้นกลุ่มสื่อสารรับแรงหนุนจากตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว และ มาตรการรัฐที่ช่วยเพิ่มเงินในระบบ นอกจากนี้สำหรับนักลงทุนที่ต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง หุ้นกลุ่มปันผลสูง เช่น หุ้นธนาคาร อาหาร และ อสังหาฯ ยังเป็นทางเลือกที่ดี
+ ปัจจัยเพิ่มเติม –
(+) ครม. มีมติเห็นชอบขยายเวลาลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ 7% ต่อไปอีก 1 ปี มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2569 ถึง 30 ก.ย. 2570 มีเป้าหมายลดภาระค่าครองชีพ กระตุ้นการบริโภค และสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจ
(+) JPMorgan เตือนว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศสุดขั้วเป็นความเสี่ยงฉับพลัน (Climate Black Swan) ที่อาจทำให้ระบบการเงินโลกหยุดชะงัก ไม่ใช่ความเสี่ยงที่ค่อยเป็นค่อยไปอีกต่อไป
(+) ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนกรกฎาคม 2569 สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
(-) สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมิ.ย.69 อยู่ที่ระดับ 94.99 หดตัว 3.10% y-y ส่วนรายไตรมาสสำหรับ 2Q69 ออกมาหดตัว 1.79%
Picks of the day
SAWAD [BUY]
-
เป้าหมาย: 26.00 / 26.50 แนวรับ: 24.50 / 24.70
-
คาดกำไร 2Q69 เพิ่มขึ้นทั้ง y-y และ q-q: คาด SAWAD จะมีกำไร 2Q69 1.4 พันลบ. เพิ่มขึ้น 12.6% y-y และ 1.7% q-q จากรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่คาดว่าจะลดลง และคาดว่ารายได้อื่นจะเพิ่มขึ้นด้วย
-
ต้นทุนดอกเบี้ยยังน่าจะลดลงได้อยู่: จากการออกหุ้นกู้ รวมไปถึงเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินที่มีต้นทุนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของพอร์ต น่าจะทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยยังลดลงได้อยู่ และทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย รวมไปถึงผลประกอบการเพิ่มสูงขึ้นได้
SIRI [BUY]
-
เป้าหมาย: 1.55 / 1.57 แนวรับ: 1.48 / 1.50
-
แนวโน้มกำไรฟื้นตัวต่อเนื่อง: SIRI เรามองปีนี้ไต่ระดับสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยกำไรใน 1Q69 จะเป็นจุดต่ำสุดของปี แนวโน้ม 2Q69 กำไรสูงขึ้น q-q โอนคอนโดได้เพิ่มขึ้นกว่าไตรมาสแรก และมีกำไรพิเศษเข้ามาช่วยเสริม ส่วนในช่วงครึ่งปีหลังระดับกำไรจะสูงกว่าครึ่งปีแรกตาม seasonal และจะมีคอนโดครบกำหนดโอนเข้ามามากขึ้น
-
Dividend yield อยู่ระดับสูง: คาดการณ์ปันผลปี 69 ที่ 0.13 บาท Dividend yield 8.84% สูงที่สุดในกลุ่ม และยังอยู่สูงกว่าเฉลี่ย 5 ปี ย้อนหลังที่ 8.5%









